วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ล้างพิษตับ ดีหรือไม่ จริงหรือหลอก? โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล



ลงลึกเรื่องล้างพิษตับ
ล้างพิษตับ ดีหรือไม่ จริงหรือหลอก?(1)
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

เป็นที่น่าตื่นเต้นว่า ทุกวันนี้มีกระบวนการล้างพิษตับหรือที่ถูกควรจะเรียกให้เต็มความหมายก็คือ ล้างพิษท่อน้ำดีและตับ กำลังแพร่ระบาดและได้รับการปฏิบัติใช้อย่างกว้างขวางในสังคมไทย เรียกว่าท็อปฮิตติดอันดับเลยทีเดียว พร้อมๆกันนี้ก็เกิดมีสถานที่ซึ่งเปิดบริการล้างพิษตับกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนกระทั่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในชุมชนชาวเนต ทั้งในแง่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางคนถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า วิธีการนี้เป็นการหลอกลวง นับเป็นปัญหาคาใจผู้สนใจสุขภาพทุกวันนี้


ล้างพิษตับ ดีหรือไม่ จริงหรือหลอก? เห็นทีผมควรจะแสดงความเห็นในเรื่องนี้บ้าง เพื่อเป็นการแชร์ความรู้และประสบการณ์ให้แก่กันและกัน เพื่อผู้รักสุขภาพจะนำไปพิจารณาด้วยอัตวินิจฉัยของตนเอง เนื่องจากเนื้อหามีมาก จึงขออนุญาตทยอยเขียนเป็นตอนๆไป


ความเป็นมา แท้ที่จริงแล้วการล้างพิษท่อน้ำดีและตับ เป็นกระบวนการรักษาสุขภาพของศาสตร์ความรู้ทางอายุรเวทของอินเดีย อายุรเวทเป็นกระบวนการแพทย์พื้นบ้านของชาวภารตะ สามารถสืบย้อนไปได้ถึง 5,000 ปี เรียกว่าเก่าแก่กว่าการแพทย์แผนจีนซึ่งมีอายุย้อนหลังไปเพียง 3,000 ปีเท่านั้น ปัจจุบันนี้อินเดียมีระบบการแพทย์และสาธารณสุขที่ถือเป็นการแพทย์แบบแผนแห่งชาติของเขา 3 แขนงใหญ่ด้วยกัน ได้แก่ การแพทย์แผนตะวันตก อายุรเวท และโฮมีโอพาธีย์ ทุกแขนงมีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกัน ทั้งได้รับความนิยมจากประชาชนและรับการสนับสนุนจากรัฐพอๆกัน


อายุรเวทมีกระบวนการทั้งด้านส่งเสริมสุขภาพ รักษาโรค และฟื้นฟูสุขภาพ กระบวนการหลักของเขาคือ ปัญจกรรม อันหมายถึงวิธีการทั้งห้าเพื่อล้างพิษกำจัดโรคภัย วิธีการทั้งห้าประกอบด้วย 1)การกินอาหารสุขภาพ คือกินแต่น้อยจนถึงกระทั่งอดอาหาร 2)ล้างสารพิษทางช่องจมูก ด้วยการกอบน้ำสูดเข้าไปทางจมูกแล้วให้ไหลออกทางปาก 3)ล้างหลอดอาหาร ด้วยการใช้ผ้าชิ้นเล็กๆเส้นยาวๆชุบวาสลิน แล้วกลืนเข้าไปทางปาก ให้ยาวยืดเข้าไปถึงกระเพาะ จากนั้นสาวผ้าชิ้นนั้นกลับออกมา เพื่อให้ผ้าได้เช็ดล้างผนังหลอดอาหารให้สะอาด 4)ล้างกระเพาะและลำไส้ส่วนบน ด้วยการกินสมุนไพรเพื่อกระตุ้นให้เกิดการอาเจียน ให้อาเจียนจนกระทั่งเป็นน้ำสีเหลืองๆ คือน้ำดีท้นออกมาทางปาก หมายความว่าลำไส้เล็กส่วนต้นได้รับการชะล้างแล้ว 5)ล้างลำไส้ใหญ่ ด้วยการกินน้ำมันละหุ่งให้เกิดการระบาย ถ่ายท้อง อายุรเวทจะเน้นทีละกระบวนการวันละ 1 อย่างจนครบ ขณะเดียวกันในทุกๆวันจะใช้น้ำมันงาอุ่นๆนวดร่างกาย โดยเอาน้ำมันงาอุ่นใส่กะลามะพร้าวเจาะรูแล้ววนเหนือหน้าผาก แล้วนวดไปทั่วใบหน้า ศีรษะ เส้นผม แล้วเรื่อยตลอดไปทั่วร่างกายทุกซอกทุกมุม ขณะที่ผู้ถูกนวดนอนเปลือยร่างบนกระบะน้ำมัน ที่ท่วมท้นไปด้วยน้ำมัน ปล่อยจิตให้ล่องลอยไปตามรอยสัมผัส หรือเข้าสู่สมาธิ จากปัญจกรรม อายุรเวทก็ได้พัฒนาเทคนิคต่างๆจนมีแขนงหนึ่งเป็นการล้างพิษท่อน้ำดีและตับ
อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่าอายุรเวทเป็นวิธีการของโยคี ซึ่งมักจะสุดขั้วไปในทางค่อนข้างจะสุดโต่งรุนแรงหรือโหดกับตัวเอง ค่อนข้างยากที่ผู้คนทั่วไปจะปฏิบัติได้ เมื่อ 20 ปีที่แล้วผมเองเคยทดลองปฏิบัติปัญจกรรมกับโยคีรูปหนึ่ง เป็นเวลา 5 วัน ก็ได้เรียนรู้ถึงความสุดโต่งในวิธีการของอายุรเวทคลาสสิกว่าเป็นไปถึงขนาดไหน เช่นว่าการกอบน้ำสูดเข้าจมูกให้ไหลออกปาก ก็ทำให้สำลักแทบเป็นแทบตาย การกินสมุนไพรให้อาเจียน ผมกินทีแรกๆก็เฉยๆ พอกินต่อไปมากขึ้น ก็เกิดการอาเจียนแบบสุดๆ อาเจียนจนเหมือนจะปลิ้นเอาทั้งกระเพาะลำไส้ออกมาทางปาก จนน้ำดีเหลืองๆท้นออกมาทั้งปากจมูก ขมไปหมด นี่แหละครับคืออายุรเวทขนานแท้และดั้งเดิม หลังจากนั้นผมก็ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความสุดโต่งของการแพทย์คลาสสิกแขนงนี้


มีข้อสังเกตอีกว่า ตามพุทธประวัติแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อทรงผนวชได้ใช้วิธีการของโยคีหลายรูปหลายแบบที่สุดโต่งไปทั้งสองขั้ว วิธีที่สุดโต่งที่สุดก็คือการบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วสุดท้ายพระองค์ก็พบว่า วิธีการดังกล่าวทั้งสองฟากข้างไม่ใช่วิธีการอันควร เปรียบเสมือนสายพิณที่หย่อนหรือตึงเกินไป ย่อมไม่อาจอำนวยแก่เสียงดนตรีอันไพเราะได้ แล้วพระองค์จึงทรงแนะนำให้เดินทางสายกลาง อันได้แก่มัชฌิมาปฏิปทา เป็นที่เชื่อได้ว่า พระพุทธองค์ท่านอยู่ในประเทศอินเดียจึงย่อมรู้จักหนทางสุขภาพต่างๆของโยคี เช่น การ อดอาหารเพื่อสุขภาพอย่างอายุรเวท ซึ่งอดกันจริงจังประเภทกินแต่ผลไม้ หรืออดโดยดื่มแต่น้ำเปล่าอย่างเดียว 20-30 วัน ซึ่งยังมีปฏิบัติอยู่แม้กระทั่งทุกวันนี้ แต่พระองค์ก็ไม่ทรงรับเอามาปฏิบัติ แต่ทรงปรับเป็นการกินอาหารเพียง 2 มื้อ ไม่กินอาหารยามวิกาล ซึ่งเท่ากับร่างกายมีสภาพท้องว่าง 18 ชั่วโมง ทำให้เกิดการทยอยล้างพิษซึ่งจะเกิดขึ้นเสมอเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายของเรามีสภาพท้องว่างเกินชั่วโมงที่ 12 ขึ้นไป


ล้างพิษ 5 กระบวนการ คุมอาหารล้างพิษ 2 วิธี
สำหรับผมแล้ว การรักษาผู้ป่วยด้วยธรรมชาติบำบัดผมเลือกรับปรับใช้ศาสตร์สุขภาพแต่ละอย่างให้เหมาะสม ในเรื่องการล้างพิษ ผมได้เคยแจงจารให้ฟังแล้วว่า ประกอบด้วยกระบวนการ 5 กระบวนด้วยกัน ได้แก่

1)กินเพื่อล้างพิษ

2)อดเพื่อล้างพิษ

3)สวนลำไส้เพื่อล้างพิษ

4)ฝึกลมปราณล้างพิษ

5)ฝึกสมาธิล้างพิษทางจิตใจ


กล่าวเฉพาะการอดล้างพิษ หรือเรียกอีกอย่างว่า คุมอาหารล้างพิษ เท่าที่ผมเคยนำมาใช้ในการคุมล้างพิษมี 2 วิธีด้วยกัน หนึ่งคือ การอดเพื่อสุขภาพ สองคือ การล้างพิษท่อน้ำดีและตับ ดังที่กำลังปฏิบัติกันแพร่หลายอยู่ทุกวันนี้นี่เอง


การอดเพื่อสุขภาพ เป็นสูตรดั้งเดิมที่สุด เป็นธรรมชาติที่สุด สังเกตจากสัตว์มีชีวิตเวลาไม่สบายเช่นหมา แมว มันจะอดอาหาร คนเราเวลาเป็นไข้เป็นหวัดก็เบื่ออาหารเหมือนกัน ทั้งนี้เพื่อพักจากการกินการย่อยซึ่งต้องใช้พลังงาน ครั้นเมื่อป่วยร่างกายจึงมีปฏิกิริยาเบื่ออาหาร เพื่อจะได้สงวนพลังงานไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ธรรมชาติบำบัดจึงเลียนแบบกลไกธรรมชาตินี้มาใช้เป็นประโยชน์ในการรักษาโรค อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังมีหมออายุรเวทแบบฉบับมาคนใช้การอดหรือกินแต่ผลไม้ 20-30 วัน แม้กระทั่งผู้ป่วยมะเร็งก็ให้ปฏิบัติเช่นนั้น ผมเห็นว่าเป็นความสุดโต่งเกินไป และผู้ป่วยมะเร็งที่ผ่านวิธีนี้ร่างกายจะผ่ายผอมและสูญเสียพลังอย่างหมดรูป สำหรับผมเองผมเลือกรับปรับใช้เป็นสูตรอดล้างพิษ 10 วัน เป็นการอดด้วยกินผลไม้ชนิดเดียวใน 2 วันแรก ตามด้วยกินผักผลไม้โดยไม่กินข้าว ไขมัน เนื้อสัตว์อีก 8 วัน ก็เกิดผลดีในการรักษาโรคต่างๆได้ ด้วยหนทางสายกลาง


ข้อห้ามและข้อพึงระวัง

ไม่ใช้อดล้างพิษในเด็กวัยเจริญเติบโต หญิงมีครรภ์ ผู้ร่างกายอ่อนแอมากหรือผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้ป่วยมะเร็ง ส่วนผู้ป่วยเบาหวานถ้าจะใช้วิธีนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ธรรมชาติบำบัด เพราะต้องปรับยาเบาหวานให้เหมาะสม


ผมเสนอวิธีนี้มาเป็นเวลาเกือบ 25 ปีแล้ว พร้อมด้วยงานวิจัยที่พบว่าสามารถใช้ลดน้ำหนัก ลดไขมันเลือด รักษาภูมิแพ้ รักษาภูมิต้านทานไวเกิน ฯลฯ
อ่านความรู้เพิ่มเติมในหนังสือ “คู่มือล้างพิษ 1 วัน”, “ล้างพิษ 10 วัน”, “อดเพื่อสุขภาพ”, “คู่มือล้างพิษลำไส้”, “คู่มือล้างพิษลำไส้ภาคปฏิบัติ”, “VCDชี่กง” สำนักพิมพ์รวมทรรศน์


การอดล้างพิษเป็นวิธีคลาสสิก เป็นต้นแบบของการคุมอาหารบำบัดโรค ถ้าจะเปรียบเทียบให้สนุกๆก็เหมือนมือถือรุ่น i Phone 3 อดใจติดตามตอนต่อไป ไม่นานเกินรอ

.............................................................................................


ล้างพิษตับ ดีหรือไม่ จริงหรือหลอก?(2)
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

การล้างพิษท่อน้ำดีและตับ เป็นสูตรล้างพิษที่ปรับประยุกต์ไป อาจเนื่องมาจาก 2 ปัจจัย


หนึ่งคือ การอดอาหารล้างพิษ เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะต้องใช้ความพยายามสูง ต้องไม่กินข้าวเป็นเวลา 1 วัน หรือ 5-10 วัน ซึ่งคนจำนวนหนึ่งปฏิบัติไม่ได้ จึงพยายามที่จะหาวิธีคุมอาหารที่ง่ายกว่านั้น


สองคือ เป็นไปตามกระแสโลก ต้องรู้ว่า การอดล้างพิษที่ผมเคยเสนอขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีก่อน เป็นสมัยที่ผู้คนเริ่มตื่นตัวทางสุขภาพใหม่ๆ ลัทธิบริโภคนิยมเริ่มจะระบาด การเสนออดเพื่อสุขภาพซึ่งเป็นกระบวนการคิดนอกกรอบ และหักหัวเลี้ยวความเชื่อในทางตรงกันข้ามกับการแพทย์แบบแผน จึงได้รับความสนใจและตอบรับ เช่นการแพทย์แบบแผนบอกว่า กินอาหารห้าหมู่ร่างกายจึงแข็งแรง แต่เราบอกว่า อดเพื่อสุขภาพซิ ร่างกายจึงจะแข็งแรง แพทย์แบบแผนบอกว่ากินเนื้อนมไข่มากๆจึงจะสุขภาพดี เราบอกว่ากินผักผลไม้ซิสุขภาพจะดีกว่า ทีนี้เมื่อกระแสอดเพื่อสุขภาพดำเนินไปนานปีเข้าแนวโน้มสุขภาพของโลกก็ก้าวเข้าสู่แนวรบใหม่ นั่นคือ แนวรบของการต่อต้านการกินยาล้นเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาลดไขมัน


การลุกขึ้นสู้ของผู้รักสุขภาพ ต่อต้านยาลดไขมัน ในระยะ 3 ปีให้หลังมานี้ เกิดกระแสเปิดโปงกลโกงของบริษัทยาลดไขมันที่แพร่หลายไปทั่วโลก ทุกวันนี้ยาลดไขมันเป็นสรณะของการแพทย์แบบแผนในการลดไขมันเลือด และบ่อยครั้งทีเดียวที่การใช้ยาลดไขมันถูกสั่งไปอย่างรวดเร็วโดยแพทย์ไม่ได้สอนพบผู้ป่วยเกี่ยวกับการปรับอาหารการกินและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแต่อย่างใดเลย อย่างไรก็ตามภายหลังการใช้ยาลดไขมันอย่างพร่ำเพรื่อ นอกจากประชากรกลุ่มไขมันเลือดสูงกลับเพิ่มขึ้นแล้ว ยังติดตามมาด้วยปัญหาจากยาอีกมากมาย นอกจากอาการปวดกล้ามเนื้อ ความจำเสื่อม และลดสมรรถภาพทางเพศแล้ว ยังตามมาด้วยภาวะไขมันพอกตับ ตับอักเสบ และสุ่มเสี่ยงต่อโรคตับแข็งอีกด้วย


การแพร่หลายของยาลดไขมันเกิดขึ้นจากการกระทำของนายเฮนรี แกดสเดน เป็นประธานบริษัทเมอร์ค ยักษ์ใหญ่ของธุรกิจยาซึ่งคิดขึ้นมาว่า “บริษัทยาถูกจำกัดศักยภาพไว้ให้อยู่เฉพาะกับผู้เจ็บป่วยเท่านั้น แท้จริงแล้วบริษัทเมอร์คควรทำแบบบริษัทขายหมากฝรั่ง คือผลิตยาขายให้กับคนสุขภาพดี ให้บริษัทสามารถ ขายยาให้แก่ทุกๆคน” พูดง่ายๆว่านายแกดสเดนกำลังคิดว่า ถ้าเขามัวแต่ขายยาให้กับผู้ป่วยเช่นพวกโรคหัวใจอัมพาต เขาก็จะรวยช้า จำเป็นอยู่เองที่จะต้องทำให้ตัวเองรวยเร็วขึ้น โดยทำให้คนที่ยังไม่ป่วยคิดว่าตัวเองป่วย และหันมากินยาของเขา คิดได้ดังนั้นแล้วเขาก็จัดการไปทำใต้โต๊ะกับคณะกรรมการกลุ่มหนึ่งในอเมริกาซึ่งมีหน้าที่กำหนดค่าปกติของคอเลสเตอรอล ให้เปลี่ยนค่าปกติจาก 250 มก./ดล. เป็น 200 มก./ดล. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นปีค.ศ.2001 หลังการประชุมคนทั่วโลกก็นอนหลับไป ตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นก็พบว่า มีผู้คนหลายสิบล้านคนทั่วโลกที่เมื่อวานนี้ตนเองยังเป็นคนปกติอยู่เลย แต่ตื่นเช้าขึ้นมากลายเป็นคนป่วยไปชั่วข้ามคืนเดียว ความฝันของแกดสเดนก็กลายเป็นความจริง ยาลดไขมันที่มียอดขายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เฉพาะปีค.ศ.2007 ยากลุ่มนี้มีสถิติการขายถึง 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีชาวอเมริกันเสพยานี้อยู่ถึง 18 ล้านคน


แต่คุณเคยฉุกคิดบ้างไหมว่า ถ้าใครคนหนึ่ง กินผิดจนไขมันเลือดสูง แล้วก็ถูกหมอสั่งให้กินยาลดไขมัน ภายใน 1 เดือนไขมันของเขาคนนั้นก็ลดลงเป็นปกติ โดยที่เขายังคงกินผิดอยู่ต่อไป คำถามมีว่า แล้วสิ่งที่กินผิดเหล่านั้น หายไปไหน คำตอบก็คือ มันไม่ได้หายไปไหนหรอก เพียงแต่ย้ายที่อยู่ จากที่ล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด เปลี่ยนไปซุกอยู่ในตับนั่นเอง เพราะฤทธิ์ของยาลดไขมันก็คือ ไปเพิ่มปุ่มรับ(receptor)บนเซลล์ตับให้กวาดจับไขมันออกจากกระแสเลือดไปซุกในตับนั่นเอง (ดังรูป) ผลก็คือใครที่กินยาลดไขมันเกินกว่า 3 ปี ถ้าลองไปตรวจอัลตร้าซาวด์ดูก็จะเริ่มพบไขมันพอกตับ กินปีที่ 5 ก็จะเริ่มมีตับอักเสบ ถ้าขืนกินไป 10 ปีก็มีสิทธิกลายเป็นตับแข็ง เหล่านี้คือ โรคหมอทำ หรืออีกนัยหนึ่ง ยาลดไขมันลวงโลก อ่านข้อมูลนี้ได้ในหนังสือ “อุบายขายโรค” สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน


สำหรับคนไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้วสถิติของคนไทยมีคอเลสเตอรอลสูงคือ 12 ล้านคน ปัจจุบันคงมากกว่านี้ เมื่อกินยาลดไขมันภายในเดือนเดียวไขมันก็ลดเป็นปกติ พอไปหาหมอ หมอก็บอกว่า “คุณจะต้องกินยาลดไขมันไปตลอดชีวิต” นี่เป็นโปรแกรมจิตอย่างหนึ่งที่บริษัทโปรแกรมใส่จิตใต้สำนึกของแพทย์ พวกเขาใช้ทุกวิธีการ ทั้งอบรมวิชาการ ประชุม เอาอกเอาใจคนในวิชาชีพนี้ทุกอย่าง เพื่อให้ยอมรับที่จะจ่ายยาลดไขมันให้พวกเขาอย่างไม่จำกัดจำนวน และกินไปตลอดชีวิต สุดท้าย คนไทยก็ต้องเผชิญโรคใหม่ คือภาวะไขมันพอกตับ ตับอักเสบ และตับแข็งไปตามลำดับ


ปัจจุบันมีแพทย์และนักวิชาการทั่วโลกมากขึ้นทุกที ที่ต่อต้านการกินยาลดไขมัน เพราะแท้ที่จริงแล้วคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในระดับที่เหมาะสมนั้น มีประโยชน์และเราสามารถใช้วิธีควบคุมอาหารร่วมกับการล้างพิษลดไขมันเลือดให้พอดีได้ (ผมเขียนไว้ในอหนังสือ "ล้างพิษ 30 วันไขมันลด" สำนักพิมพ์รวมทรรศน์) ความจริงเริ่มถูกเปิดเผยว่า แนวคิดที่ต่อต้านคอเลสเตอรอลเป็นวิทยาศาสตร์จอมปลอมที่สร้างกำไรให้กับอุตสาหกรรมยาและธุรกิจน้ำมันพืชสร้างกันขึ้นมา นพ.มัลคอล์ม เคนดริก(Malcolm Kendrick) แพทย์ชาวอังกฤษ ในหนังสือเล่มดังชื่อ “The Great Cholesterol Con”
เขากล่าวว่า “ความเชื่อที่แพร่หลายเกี่ยวกับว่าคอเลสเตอรอลเลว (LDL-Chol)เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ และยา Lipitor กับ Crestor จะสามารถปกป้องผู้คนจากโรคหัวใจได้นั้น เอาเข้าจริงๆกลับเป็นทฤษฎีที่กลวงโบ๋ไปเสียแล้ว” หลังสุดบริษัทเมิร์ค/เชอริงเพลา ก็ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับยา Zetia ซึ่งเป็นยาลดคอเลสเตอรอลตัวหนึ่งอันเป็นยาที่มีผู้ใช้อยู่ราว 1 ล้านคน งานวิจัยพบว่ายาดังกล่าวแม้จะมีผลลดคอเลสเตอรอลได้ แต่ไม่อาจพิสูจน์ว่าเกิดผลดีทางการแพทย์แก่ผู้บริโภคแต่อย่างใด นพ.สตีเฟน อี. นิสสันประธานของคลินิกโรคหัวใจคลีฟแลนด์บอกว่า “ข่าวนี้ช็อกพวกเรามาก” วารสารบิซิเนสวีค(Business Week) ถึงกับยิงคำถามต่อไปด้วยว่า “ยาลดคอเลสเตอรอลให้ประโยชน์อะไรบ้าง?”


เบื่อหมอเบื่อยา หันหาธรรมชาติบำบัด
ฝ่ามือย่อมปิดฟ้าไม่มิด ฉันใด ความจริงเกี่ยวกับยาลดไขมันลวงโลกก็เป็นเช่นนั้น จึงมีผู้คนทั่วโลกหาหนทางที่จะรักษาสุขภาพตัวเองโดยไม่ต้องใช้ยา มีความรู้ใหม่เรื่องกินไข่ปลอดภัย น้ำมันมะพร้าวดีต่อสุขภาพ และวิธีการล้างพิษของอายุรเวทก็ได้รับการพิจารณาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง กลายเป็นสูตรล้างพิษท่อน้ำดีและตับ ซึ่งมีบทบาทลดไขมันเลือด ลดน้ำหนักตัว ลดไขมันพอกตับได้ผลเป็นอย่างดี เพียงแต่กิจกรรมที่ทำกันอยู่ในเวลานี้มัวแต่ไปเน้นเรื่องการขับนิ่วมากเกินไป จนทำให้มองข้ามผลดีด้านอื่นๆของวิธีการนี้ แล้วยังส่งผลให้เกิดการถกเถียงว่าสิ่งที่ขับถ่ายออกมานั้น จะใช่นิ่วหรือไม่ใช่นิ่วกันแน่ ซึ่งแท้ที่จริงเป็นเพียงกระพี้ของกระบวนการนี้ แก่นแท้ของกระบวนการล้างพิษท่อน้ำดีและตับก็คือการฟอกล้างไขมันส่วนเกินที่จับอยู่ตามที่ต่างๆ ออกไปจากร่างกาย
หรือพูดอีกนัยหนึ่ง การล้างพิษท่อน้ำดีและตับเป็นส่วนหนึ่งในการประกาศสงครามของผู้รักสุขภาพที่ต่อต้านการใช้ยาเหล่านี้คือ 2 ปัจจัยที่ทำให้การล้างพิษท่อน้ำดีและตับ กลายเป็นที่นิยมไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่ในขอบเขตทั่วโลก ถ้าคุยกันให้สนุกๆ การล้างพิษท่อน้ำดีและตับก็เปรียบเสมือนมือถือรุ่น iPhone 4 ที่พัฒนาต่อมาจาก iPhone 3 อีกทีหนึ่ง

...........................................................................................


ล้างพิษตับ ดีหรือไม่ จริงหรือหลอก(3)
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

หลักการล้างพิษท่อน้ำดีและตับ คุณทำเองได้
เมื่อ 4 ปีที่แล้วผมได้รับความกรุณาจากผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง แนะนำวิธีล้างพิษท่อน้ำดีและตับให้ผม เมื่อผมปฏิบัติก็พบผลดีทั้งการควบคุมน้ำหนักตัวและการปรับสมดุลของไขมันเลือด ผมจึงได้ศึกษาเพิ่มเติมลึกเข้าไปในหลักความรู้ด้านนี้ของอายุรเวท แล้วเขียนรวบรวมทฤษฎีกับปฏิบัติไว้ในหนังสือ “ล้างพิษท่อน้ำดีและตับ” สำนักพิมพ์รวมทรรศน์ผู้จัดพิมพ์และเผยแพร่ พร้อมกันนั้นผมก็ได้จัดทัวร์สุขภาพ ล้างพิษท่อน้ำดีและตับอยู่ 2-3 ปี ครั้นเมื่อเห็นว่าคนไทยเริ่มตื่นตัวในเรื่องนี้และมีสำนักต่างๆเริ่มทำล้างพิษตับกันอย่างแพร่หลาย ผมจึงจะผ่อนเบาการจัดล้างพิษวิธีนี้ไป


หลักการของการล้างพิษท่อน้ำดีและตับถือว่า ตับเป็นอวัยวะสำคัญของกระบวนการเมตาบอลิสม์ของร่างกาย ตับสร้างเนื้อหนังให้เราโดยเอาอาหารทั้งโปรตีน ไขมัน จากอาหารที่เรากินแล้วย่อยเป็นกรดอะไมโนและกรดไขมัน จากนั้นตับจับมันมาเรียงตัวใหม่เป็นโปรตีน ไขมันของเราเอง แล้วส่งไปให้เซลล์ต่างๆเอาไปสร้างเซลล์ใหม่ ตับสร้างโปรตีนสำหรับเป็นภูมิต้านทานด้วย ตับสร้างเอนไซม์ย่อยอาหาร ตับยังสลายสารพิษจากร่างกายไม่ว่าจะเป็นสารเคมีจากอาหารการกินและสิ่งแวดล้อม สารจากกระบวนการเผาผลาญในร่างกายของเราเอง สารเสียจากการสลายฮีโมโกลบินที่หมดอายุ เพื่อไม่ให้สะสมคั่งค้างในร่างกาย สรุปแล้วตับคือกองบัญชาการของเมตาบอลิสม์ทั่วร่างกาย แต่วิถีชีวิตของคนเราทุกวันนี้ทำให้ตับท่วมท้นด้วยอาหารที่กินไม่ได้สัดส่วน กินไขมัน นมเนย กินของหวานล้นเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้อ้วน ไขมันเลือดสูง แล้วสุดท้ายก็แถมด้วยการกินยาลดไขมัน ซึ่งมีกลไกสำคัญไปดึงไขมันในเลือดไปพอกที่ตับ


สถานการณ์นี้ปล่อยไปนานเข้า ตับจะสำลักไขมัน ครั้นเมื่อพยายามขับออกโดยส่งไปตามท่อน้ำดีในตับ ไปเก็บที่ถุงน้ำดี เพื่อขับออกทางลำไส้ต่อไป ครั้นเมื่อขับออกไม่ทันก็เกิดการคั่งของไขมันตลอดทางท่อทางเดินของน้ำดี ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ ตับอักเสบ และเกิดนิ่วในถุงน้ำดี (ซึ่งถ้าใครไปผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดีมาแล้วก็มักจะพบว่า เป็นนิ่วคอเลสเตอรอลที่ตกค้างมานานปีนั่นเอง) ขณะเดียวกันตับขับสารพิษออกไปไม่ได้ผู้ตกอยู่ในสถานการณ์นี้จะพบว่าตนเองมีอาการท้องอืดบ่อย อาหารไม่ย่อย เรอเปรี้ยว กรดไหลย้อน ตดเหม็น ปากเหม็น กลิ่นตัวแรง อ่อนเพลียร่างกาย ภูมิต้านทานลดลง ฯลฯ


อายุรเวทจึงบอกว่า ต้องใช้การล้างพิษตับ มาแก้ปัญหาให้ตรงจุด คือปลดปล่อยตับให้พ้นจากสารเสียที่คั่งค้างอยู่ มันอาจจะเป็นเศษซากไขมันตกค้างตามท่อน้ำดีในตับ ซึ่งนานวันอาจจะฟอร์มตัวเป็นนิ่วในไม่ช้า หรือที่เป็นนิ่วแล้วก็ตาม เมื่อเศษซากไขมันตกค้างถูกขจัดออกไป ไม่ว่าจะเป็นไขมันที่ล้นในเลือด ไขมันล้นในเซลล์ตับ หรือไขมันที่ท้นอยู่ในท่อน้ำดี เซลล์ตับก็ปลอดโปร่งมากขึ้น ฟื้นคืนการทำงานได้ดีขึ้น อาการเจ็บป่วยไม่สบายทั้งหลายดังที่กล่าวมาตอนต้นก็จะดีขึ้นเอง

วิธีการ วิธีการมาตรฐานประกอบด้วยระยะเวลา 7 วัน

โดย 6 วันแรกเป็นการคุมอาหารและระบายท้อง

วันที่ 7 เป็นการฟื้นคืนสุขภาพ


อาหาร กินมังสวิรัติไม่มัน 6 วัน + แอปเปิ้ลเขียว 6 ผล


ล้างพิษท่อน้ำดีคืนวันที่ 6


ระบายท้องเช้าวันที่ 7


กินปกติ อาหารย่อยง่าย วันที่ 7


วันที่ 1-5
เช้า ข้าวต้มมังสวิรัติ
เที่ยง+เย็น ข้าวสวย +แกงจืด + ผักลวกน้ำพริก
แอปเปิ้ลเขียว 6 ผล
ก่อนนอน น้ำมันละหุ่ง 1 ชต.(15ซีซี.)+น้ำอุ่น 2 แก้ว


วันที่ 6
เช้า ข้าวต้มมังสวิรัติ
เที่ยง ข้าวต้มมังสวิรัติ
แอปเปิ้ลเขียว 6 ผล กินหมดก่อนเที่ยง
เย็น อดอาหาร
19:00 น. ละลายดีเกลือ ¾ ชต.+ น้ำ 1 แก้ว (250 ซีซี.) ให้ผสมดื่ม 2 แก้ว
หรือ swiff 45 ซีซี. ผสมน้ำ 500 ซีซี. ดื่มให้หมดทั้ง 500 ซีซี.
เพื่อแก้รสขื่นของดีเกลือหรือ swiff ให้บีบมะนาว ผสมสัก 1-2 ลูก/แก้ว
20:00 น. น้ำมันมะกอก ½ แก้ว (125 ซีซี.)
+น้ำส้มคั้น ¼ แก้ว (62.5 ซีซี.)
+น้ำมะนาว ¼ แก้ว (62.5 ซีซี.)
ยืนดื่มข้างเตียง แล้วนอนลง นอนหงายแล้วหลับไป
ลุกถ่ายตามความจำเป็น ตลอดคืนใช้แต่ท่ายืน, นอน (ถ้านั่งต้องนั่งตัวตรงเพื่อไม่พับท่อน้ำดี)
คืนนั้นถ้าปั่นป่วนท้องมาก แต่ไม่ถ่ายสักที อาจใช้การสวนกาแฟช่วยได้


วันที่ 7
06:00 น. ระบายถ่ายท้อง ตามความเหมาะสม ถ้าไม่ถ่ายให้ดื่ม
สารละลายดีเกลืออีก 1-2 แก้ว
สำรวจอุจจาระโดยไม่ชักโครก แต่ใช้น้ำราดเบาๆให้กาก
ลงท่อไปพิจารณาคราบไขมันและคราบน้ำดีสีเขียวมรกต ที่ลอยเป็นฝ้าอยู่

คุณทำด้วยตัวเองได้
อ่านรายละเอียดของวิธีล้างพิษตับได้ในหนังสือ “ล้างพิษท่อน้ำดีและตับ” สำนักพิมพ์รวมทรรศน์ ซึ่งคุณสามารถทำเองได้ โดยปฏิบัติตามทุกตัวอักษร
สำหรับน้ำมันละหุ่ง, ดีเกลือ, น้ำมันมะกอก ผู้ที่จะปฏิบัติเองอาจหาสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ มักจะมาหาผมที่บัลวีซึ่งก็จะสนองให้ และแนะนำข้อบ่งชี้ ข้อพึงระวังที่จำเป็น โดยเฉพาะการจะกินน้ำมันมะกอกหรือไม่ มีข้อพึงต้องเอาใจใส่ไว้มาก ซึ่งผมมักจะแนะนำเป็นรายบุคคล


ผลส่วนใหญ่แล้วผลที่จะได้รับคือ น้ำหนักตัวลดลง ไขมันเลือดมีแนวโน้มลดลงโดยผู้ปฏิบัติส่วนหนึ่งทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์จะลดลงทันทีหลังปฏิบัติ 7 วัน แต่อีกส่วนหนึ่งอาจพบทั้งไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นเมื่อพ้น 7 วันแรก แล้วจะลดลงในสัปดาห์ที่สอง ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีการเคลื่อนย้ายไขมันจากคลังที่สะสมไว้ เช่นใต้ผิวหนัง และจากภายในเซลล์ตับให้ออกมาสู่กระแสเลือดเพื่อการขับทิ้งต่อไป


ข้อห้ามและข้อพึงระวัง
เนื่องจากล้างพิษท่อน้ำดีและตับเป็นวิธีของอายุรเวท ซึ่งเป็นแพทย์พื้นบ้านของอินเดีย และเมื่อถูกนำเอามาใช้อย่างกว้างขวางในประเทศไทย โดยทำกันแบบบ้านๆ ไม่ค่อยพูดกันถึงข้อห้ามและข้อพึงระวัง ส่วนมากแล้วมักจะเน้นผลดีต่างๆ อ้างสรรพคุณในด้านดีเป็นส่วนใหญ่ และมักจะยกเอากรณีศึกษารายบุคคลว่าคนนั้นป่วยด้วยโรคนั้น อาการโน่นนี่ พอล้างพิษตับแล้วอาการต่างๆก็ดีขึ้น หลายโรคก็หายไป ในภายหลังมีการขยายความถึงขั้นว่า ช่วยรักษามะเร็งได้อีกด้วย เหล่านี้เริ่มจะมีการขยายผลของวิธีการนี้แบบครอบจักรวาลมากขึ้นทุกที จนกระทั่งเกิดกระแสที่แกว่งกลับ ว่าการล้างพิษตับเป็น “คนหลอกคน” หรือเป็นวิธีลวงโลกหรือไม่?
นี่เป็นประเด็นใหญ่ที่ควรหยิบยกขึ้นมาพิจารณากันให้ดี คอยอ่านตอนต่อไป อย่ากระพริบตา!!!
...........................................................................................


ล้างพิษตับ ดีหรือไม่ จริงหรือหลอก?(4)
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

อ่านความรู้เรื่องนี้มาได้ 3 ตอนแล้ว คิดว่าผู้รักสุขภาพคงจะจับประเด็นได้แล้วว่า กระบวนการล้างพิษตับ หรือเรียกให้ถูกต้องว่า การล้างพิษท่อน้ำดีและตับ มีความเป็นมาอย่างไร? และมีหลักการอย่างไร?อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิธีนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์ ที่มีจุดมุ่งหมายในการรักษาโรคและฟื้นฟูสุขภาพให้กับผู้คน เป็นการแพทย์พื้นบ้านของอินเดีย และสมัยก่อนก็ทำกัน “แบบบ้านๆ” สืบทอดกันมาเรื่อยๆ แต่เราต้องไม่ลืมว่า ทุกวันนี้เป็นยุคสมัยของสุขภาพแบบองค์รวม การที่การแพทย์พื้นบ้านจะได้รับการหยิบยกขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค ในตัวของการแพทย์พื้นบ้านเองก็ต้องมีการพัฒนาตัวเอง ทั้งในการทำความเข้าใจเชิงวิชาการ มีการศึกษาค้นคว้าข้อดี ข้อบกพร่อง ข้อบ่งชี้และข้อห้ามใช้ ให้ถูกต้องเหมาะสม จึงจะเป็นที่ยอมรับได้


กรณีศึกษาที่พบผลดี
แน่นอนว่า ผลดีของการล้างพิษตับปรากฏผลมากมายมาแล้ว มิฉะนั้นคงไม่เป็นที่นิยมกว้างขวางทั้งในต่างประเทศและในประเทศอย่างในขณะนี้ หลายคนเพียงอ่านหนังสือ “ล้างพิษท่อน้ำดีและตับ” ที่ผมเขียนไว้แล้วปฏิบัติก็ได้รับผลดี ที่เขียนมาแชร์ประสบการณ์ผ่าน facebook ของผมก็ไม่น้อย ลองดูกรณีตัวอย่างของคุณ Napat Nakaew ซึ่งเขียนมาว่า: ผม เป็นแฟนคลับคุณหมอจากมติชนสุดฯ(อดีต)ครับ มีปัญหาสุขภาพโดยหาสาเหตุไม่เจออยู่หลายปีเพราะประมาทคิดว่าเพิ่ง 30 ต้นๆคง ไม่มีปัญหามากนักจนวูบ2ครั้งไปตรวจพบว่า คอเลสตอรอลสูงถึง 316 หน่วย จึงไปหาซื้อหนังสือล้างพิษตับเล่มนี้แหละครับทำดีท็อก ตามตำราอย่างเคร่งครัดวัน ที่ 7 ถ่ายออกมาเป็นถั่วลันเตา(นิ่ว)1กอบมือ วันที่ 8 ตื่นนอนขึ้นมารู้สึกเหมือน 14 อีกครั้ง โล่ง โปร่ง เบา ความดันลดปกติ ไม่เหน็บแขน หน้าอก หลับสบาย หลังจากนั้น 6 เดือนทำอีกครั้งหนึ่ง นิ่วลดลงเหลือ 1กำมือ และอีกครั้ง6เดือนให้หลัง ตอนนี้ทำงานได้ปกติครับ ควบคุมอาหาร ตอนนี้พยายามเผยแพร่วิธีการจนเพื่อนๆเรียกไอ้หมอเถื่อน เพราะชอบบรรยายเรื่องไขมันตับ ขอขอบคุณ คุณหมอมากครับที่ชี้ทางสว่างให้
นี่คือตัวอย่างรายหนึ่ง อย่างไรก็ตามในด้านของผลเสียหรือข้อพึงระวังมีมั้ย ต้องตอบว่า “มี” และเป็นเรื่องที่พึงใส่ใจด้วย ขอเล่าให้ฟังสัก 2 กรณี บทนี้เอากรณีแรกก่อน:


กรณีศึกษาที่พบผลข้างเคียง


กรณีที่หนึ่ง: คุณรำพรรณ (นามสมมติ) อายุ 30 ปลายๆเดินเข้ามาหาผมด้วยอาการปวดชายโครงขวา ปวดเป็นพักๆแต่ไม่รุนแรงนัก เธอเล่าให้ผมฟังว่าได้ไปเข้าร่วมโครงการล้างพิษตับ เพราะตัวเองมีนิ่วในถุงน้ำดีอยู่ และรับรู้มาว่าการล้างพิษตับจะช่วยขับนิ่วออกได้ เธอทำตามที่ผู้ควบคุมโครงการแนะนำให้ทุกขั้นตอน แต่พอกินน้ำมันมะกอกเข้าไปเท่านั้นแหละ หลังจากนั้นสักครึ่งชั่วโมงเธอก็มีอาการปวดท้อง ซึ่งตอนแรกก็ดีใจคิดว่านิ่วกำลังจะถูกขับออกแล้วนะ ระหว่างนั้นมีการถ่ายท้อง แต่ถ่ายไป 2-3 ครั้ง อาการปวดก็ยังไม่หายไป แต่ตรงกันข้ามกลับมีอาการปวดหนักขึ้นทุกที จนกลายเป็นปวดมากต้องงอตัว ปวดทุรนทุราย จนกระทั่งเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อบอกกับผู้ควบคุม ผู้คุมก็บอกให้อดทนไว้ เธอเป็นอยู่อย่างนั้นโดยตั้งใจว่ายอมอดทนไป รุ่งขึ้นเช้าก็จะได้กลับบ้านแล้ว ระหว่างนั้นเธอได้โทรศัพท์เรียกญาติมารับ เมื่อถึงรุ่งเช้าเธอจึงรีบกลับทั้งๆที่เริ่มมีไข้ขึ้น แล้วไปเข้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เธอต้องนอนโรงพยาบาลเพราะแพทย์วินิจฉัยว่าถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน ส่วนนิ่วนั้นยังคงอยู่ และอาจจะไปขวางทางเดินน้ำดี แพทย์ต้องรักษาเธอด้วยปฏิชีวนะอยู่ 3-4 วันจนอาการค่อยทุเลาแล้ว จึงให้เธอกลับบ้านแต่ต้องไปฉีดยาต่อให้ครบโด๊ส
เธอจึงมาหาผมเพื่อถามวิธีการดูแลต่อ เพราะก็ยังศรัทธาวิธีการล้างพิษตับอยู่
สิ่งที่ผมรักษาเธอต่อก็ต้องเป็นไปตามการแพทย์แบบแผน คือบอกเธอว่าตอนนี้มีแต่รักษาอาการอักเสบให้หาย ซึ่งคงต้องใช้ปฏิชีวนะจนครบ หลังจากนั้นแล้ว ไม่ควรทำการล้างพิษตับอีก ถ้าจำเป็นก็ควรจะผ่าตัด
คุณรำพรรณทำหน้าแปลกใจแล้วถามผมว่า “ก็ทำไมคนเขานิยมไปล้างพิษตับกันมากมาย แล้วต่างก็บอกว่ามีนิ่วออกมาเยอะแยะ ไม่มีใครเป็นอย่างเธอ แล้วถ้าอย่างนั้นการล้างพิษตับให้กับคนที่มีนิ่วถุงน้ำดีจะสมควรหรือเปล่า?”
คำตอบของผมที่มีให้เธอ ก็เป็นคำตอบที่ผมอยากแชร์ให้ผู้รักสุขภาพทั้งหลายได้ฟังมานานแล้ว คิดว่าถึงเวลาที่จะบอกข้อเตือนใจนี้ไปให้กว้างที่สุด ที่แล้วมาผมได้แต่บอกกับผู้ป่วยที่มาหารายบุคคลหรือเขียนบทความในนิตยสารวงจำกัด คงจะได้ยินไปไม่ทั่วถึงนัก ใครอ่านแล้วจะช่วยกันแชร์ก็ยินดีครับ
ผมบอกเธอว่า “กรณีของคุณรำพรรณเป็นตัวอย่างของผลข้างเคียงที่ร้ายแรงประการหนึ่งของกระบวนการล้างพิษตับวิธีนี้ เพราะการที่เธอมีนิ่วอยู่ในถุงน้ำดี แล้วได้กินน้ำมันมะกอกเข้าไป น้ำมันมะกอกจะไปเร่งการบีบตัวอย่างแรง แต่นิ่วออกไม่ได้ ก็เลยทำให้เธอเกิดอาการปวดอย่างหนัก แล้วนิ่วก็อุดตันทางเดินน้ำดี เป็นเหตุให้เกิดการอักเสบของถุงน้ำดีเฉียบพลันขึ้นมา”
“ต้องรู้ว่าท่อน้ำดีที่ส่งผ่านจากถุงน้ำดีลงสู่ลำไส้เล็กนั้น มีความกว้างเพียง 0.5 ซม.เท่านั้น ถ้านิ่วของใครมีขนาดใหญ่กว่า 0.5 ซม.ก็มีโอกาสอย่างยิ่งที่นิ่วจะถูกบีบตัวแล้วไปขวางท่อน้ำดี เกิดผลข้างเคียงอย่างคุณรำพรรณ” ผมบอก “และขอบอกตรงนี้ด้วยว่า แม้แต่คนมีนิ่วเล็กกว่า 0.5 ซม.ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยในการดื่มน้ำมันมะกอก เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว จังหวะที่ถุงน้ำดีบีบตัวจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามันจะปรื๊ดออกมาได้เหมาะเจาะเสมอไป บางทีมันก็อาจจะไปขบเหลี่ยมแล้วขวางตัวเองอยู่ก็ได้ เพราะเราต้องรู้ว่าท่อน้ำดีของคนที่มีนิ่วไม่ใช่จะสะอาดเกลี้ยงเกลา ลื่นไหลได้ง่ายเหมือนสไลเดอร์ในสวนน้ำที่เด็กๆมุดเข้าไปแล้วไหลลงสระน้ำอย่างสะดวกดาย แท้จริงท่อน้ำดีนั้นมักจะสกปรกเกรอะกรังไปด้วยคราบไขและสารเสียต่างๆที่ตับพยายามขับออก เหมือนท่อน้ำโสโครกของกทม.มากกว่า มันพร้อมที่จะอุดตันได้ทุกเมื่อ เมื่อเราสุ่มสี่สุ่มห้ากินน้ำมันมะกอกเข้าไป โดยหวังขับนิ่ว มันก็อาจไปขบเหลี่ยมแล้วอุดท่อน้ำดีแล้วเกิดกรณีอย่างคุณรำพรรณขึ้นมาได้” ผมอธิบายให้ฟังยาวๆ
“แต่เขาก็บอกกันว่า แอปเปิ้ลเขียวที่เรากินจะมีกรดมาลิกที่ช่วยทำให้นิ่วอ่อนนิ่มลง แล้วขับออกได้” คุณรำพรรณท้วง
“นั่นเป็นทฤษฎี แต่คุณรำพรรณคิดหรือว่ามันจะละลายนิ่วได้หมดทุกเม็ดหรือได้ในทุกๆคน อีกประการหนึ่งล้างพิษตับตามอายุรเวทเขาทำกัน 7 วัน แต่คอร์สสมัยนี้ก็ทำกันแค่ 3 วัน และทราบมาว่ากินน้ำมันมะกอกตั้งแต่คืนวันแรกด้วยซ้ำ ความเสี่ยงจึงสูงที่จะเกิดผลข้างเคียง” ผมตอบ “และเพราะความเสี่ยงเช่นนี้แหละ ผมจึงทั้งที่เขียนบทความลงนิตยสาร ทั้งอธิบายกับคนแวดล้อม ทั้งเขียนเตือนไว้ในหนังสือ “ล้างพิษท่อน้ำดีและตับ” ไว้


ข้อบ่งชี้ ข้อห้ามใช้ ข้อพึงระวัง ขอแชร์ข้อเตือนใจดังกล่าวไว้ซะเลยว่า:


1.สำหรับผู้คนทั่วไปที่ไม่มีนิ่วถุงน้ำดี วิธีนี้ดีมากที่ช่วยแก้อาการท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ลมในท้องมาก ท้องผูก ไขมันเลือดสูง ไขมันพอกตับ น้ำหนักเกิน


2.สำหรับผู้มีนิ่วถุงน้ำดี ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ถ้าใช้วิธีนี้ ให้ทำได้ แต่ยกเว้นไม่ให้กินน้ำมันมะกอกในคืนวันที่ 6 โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะบีบนิ่วรุนแรง จนเกิดผลข้างเคียงได้ ให้ปฏิบัติแบบอนุรักษ์ไปเดือนละรอบ กินแอปเปิ้ลเขียวบ่อยๆ กินชาคาโมไมล์บ่อยๆ ซึ่งอาจช่วยให้นิ่วเล็กลงๆจนเหลือทรายๆ แล้วจึงค่อยดื่มน้ำมันมะกอกเป็นครั้งสุดท้าย


ใครที่จะทำวิธีนี้ขอแนะนำว่า ให้ปฏิบัติก่อนและหลังดังนี้คือ:
1.ชั่งน้ำหนักตัว
2.ตรวจไขมันเลือด ได้แก่ คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ HDL LDL
3.ตรวจสมรรถนะตับ (ถ้าเป็นไปได้)
ทั้งสามประการนี้เพื่อใช้เปรียบเทียบผลดีของวิธีนี้ ซึ่งมักจะปรากฏผลให้เห็นชัดเจนว่าดีขึ้น น้ำหนักตัวลด ไขมันเลือดลด คนที่ตับอักเสบก็มักจะดีขึ้น โดยที่การตรวจหลังปฏิบัติ ให้ตรวจหลังจากปฏิบัติครบแล้ว 7 วัน นั่นคือ ตรวจเลือดวันที่ 1 ทำล้างพิษตับ 7 วัน แล้วตรวจเลือดในวันที่ 14 เนื่องจากว่าภายหลังล้างพิษทันที ร่างกายกำลังสลายไขมันใต้ผิวหนัง หรือไขมันในตับออกมาในกระแสเลือด ถ้าตรวจทันทีอาจพบไขมันเลือดกลับสูงขึ้นมา ทำให้เสียกำลังใจว่าการล้างพิษไม่ได้ผล
4.ตรวจอัลตร้าซาวด์ตับ ผมให้ความสำคัญมาก ใครจะทำวิธีนี้ต้องทำอัลตร้าซาวด์ตับทุกคน เพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองไม่มีนิ่วถุงน้ำดี จึงจะทำวิธีนี้ครบทุกขั้นตอน ใครมีนิ่วถุงน้ำดีจะต้องงดกินน้ำมันมะกอก ด้วยเหตุผลอย่างที่ผมแจกแจงไว้

อาจจะมีผู้ถามว่า “ถ้าจะห้ามคนเป็นนิ่วทำวิธีนี้ แล้วทำไมคนอินเดียจึงกันได้ทั้งประเทศ และในประเทศไทยที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสันโดยไม่ตรวจอัลตร้าซาวด์ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร”
คำตอบของผมก็คือ “นั่นมันทำกันแบบอินเดี้ย...อินเดียไงล่ะครับ คือต้องรู้ว่าอินเดียมีประชากรเป็นพันล้านคน การสนองบริการสุขภาพย่อมไม่ค่อยทั่วถึงอยู่แล้ว ดังนั้นใครจะนิยมทำอะไรอย่างไร เขาก็ไม่ค่อยควบคุมสักเท่าไหร่ แถมเขาก็ถือว่าอายุรเวทเป็นการแพทย์แผนหลักของเขาอยู่แล้ว ดังนั้นจะมีใครเป็นอะไรด้วยวิธีนี้ อาจถึงขั้นเสียชีวิตไปสัก 10-20 คนก็คงไม่มีใครไปถือสา หรือทำให้เป็นข่าวขึ้นมา”
“แต่ที่นี่คือประเทศไทย ซึ่งมีโครงสร้างทางการแพทย์ค่อนข้างหนาแน่น และเป็นการแพทย์แบบแผน ส่วนการแพทย์ทางเลือกอยู่ในฐานะที่กำลังเริ่มต้น ย่อมจะถูกจับตามองอย่างมาก เวลามีใครเป็นอะไรขึ้นมาที ถ้ามีเหตุพาดพิงไปถึงการแพทย์ทางเลือก ก็มักจะถูกรุมโจมตีซะก่อนแล้ว และโดยน้ำใสใจจริงเราก็ต้องให้คุณค่าแก่ชีวิตผู้คนของเราทุกคน แม้ผลข้างเคียงอาจเกิดขึ้น 1 ใน 1,000 เราก็ไม่ควรเสี่ยง
กระบวนการล้างพิษตับ จึงต้องทำอย่างระมัดระวังที่สุด ให้เกิดผลดี ป้องกันผลข้างเคียงหรือความผิดพลาดอันอาจจะเกิดขึ้น พูดง่ายๆว่า ที่ปฏิบัติกันอยู่เวลานี้ซึ่งทำกัน “แบบบ้านๆ” ควรจะต้องยกระดับขึ้นมา มีข้อบ่งชี้ ข้อห้ามใช้ ข้อพึงระวัง ทำกันอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดผลดี ไม่ให้เกิดผลข้างเคียง ชีวิตของคนไทยทุกคนมีค่า ครับ ผมขอสื่อความหมายกับองค์กรที่ให้บริการล้างพิษตับให้เพิ่มความระมัดระวังในเรื่องนี้ และขอเตือนผู้รักสุขภาพด้วยว่า:
ก่อนทำล้างพิษตับ ขอให้ปฏิบัติตัวก่อนและหลังตามที่แนะนำมาข้างต้น ที่สำคัญขอให้ตรวจอัลตร้าซาวด์ตับก่อนการทำล้างพิษทุกคน ถ้ามีนิ่วถุงน้ำดีก็เป็นข้อห้าม ไม่ให้กินน้ำมันมะกอกเป็นอันขาด จนกว่าทำวิธีนี้หลายๆคน จนนิ่วสลายลงเหลือทรายๆแล้ว จึงจะกินน้ำมันมะกอกได้


ในความเป็นจริงแล้วล้างพิษท่อน้ำดีและตับ คุณสามารถทำเองได้ เพียงอ่านหนังสือแล้วปฏิบัติตามให้เคร่งครัด ถ้ามีข้อสงสัยผมก็ยินดีให้คำปรึกษาทั้งในfacebook หรือทางโทรศัพท์ที่เข้ามาในหน่วยงาน
และเพื่อสะดวกขึ้น ต่อไปนี้บัลวีจะจัดอาหารล้างพิษตับ-delivery ให้ครับ เพราะล้างพิษไม่ยากอย่างที่คิด แต่ผมมีข้อแม้ว่า ก่อนจะส่ง delivery ให้คุณต้องทำอัลตร้าซาวด์แล้วบอกผลมาก่อน ทุกคนครับ

.......................................................................................


ล้างพิษตับ ดีหรือไม่ จริงหรือหลอก?(5)
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

ได้เขียนไปแล้ว 4 ตอนเรื่องล้างพิษตับ ไล่เลียงมาตั้งแต่ความเป็นมาด้านองค์ความรู้ จนถึงข้อบ่งชี้ ข้อควรระวัง และข้อห้ามไปพอสมควรแล้ว พร้อมตัวอย่างของผู้ที่ได้รับผลดี และผู้ที่เกิดผลข้างเคียงจากการล้างพิษตับ ผมได้บอกแล้วว่า ยังมีกรณีศึกษาอื่นๆที่เป็นผลข้างเคียงที่ควรจะเล่าให้ฟัง

กรณีศึกษาว่าด้วยผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยมะเร็ง
กรณีที่ 2: คุณประชา (นามสมมติ) เดินเข้ามาหาผมด้วยภาวะซูบผอม อ่อนเพลียจนแทบจะไม่มีแรงเดิน ญาติต้องประคองมา ภรรยาให้ประวัติว่าคุณประชาเป็นมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งลามไปในช่องท้องแล้ว มีอาการบวมน้ำ ถือเป็นระยะที่ 4 คุณประชาจึงเลือกที่จะไม่รับเคมีบำบัด คุณประชาได้ข่าวว่ามีค่ายสุขภาพที่ทำการล้างพิษท่อน้ำดีและตับ ก็คิดว่าตนเองก็เป็นมะเร็งของท่อน้ำดี ย่อมตรงกันกับกระบวนรักษาวิธีนี้ จึงได้รบเร้าภรรยาให้พาไป อีกอย่างหนึ่งลูกๆได้เคยเปิดอ่านในเวปไซต์ของบางองค์กรที่ทำล้างพิษตับก็บอกว่า ในเวปได้บอกไว้ว่า อุจจาระที่ถ่ายออกมานั้น จะมีชั้นหนึ่งที่เป็นฝ้าๆ ตรงนั้นเป็นเซลล์มะเร็งที่ขับออกมา ด้วยเหตุฉะนี้เธอจึงพาคุณประชาไปเข้าค่ายมา


ในค่ายนั้น นอกจากมีการสวนลำไส้แล้ว ยังมีการกินสารให้ระบายถ่ายท้อง ปรากฏว่าคุณประชาตอบสนองต่อการระบายถ่ายท้องอย่างมาก ตอนแรกก็เพียง 2-3 ครั้ง คนที่พิจารณาอุจจาระของที่นั่นบอกว่าถ่ายออกมาเหม็นมาก แสดงว่ากำลังขับพิษแล้ว ภรรยาก็ดีใจ แต่จากนั้นคุณประชาก็ยังถ่ายไปเรื่อยๆ เป็น 4-5 ครั้ง แล้วก็เป็น 10 กว่าครั้ง ก็ยังไม่หยุด คุณประชาเริ่มจะอ่อนเพลียเวลาที่ต้องลุกขึ้นไปถ่าย
ภรรยาได้บอกกับผู้ดูแลโครงการ ผู้ดูแลก็บอกว่าดีแล้ว ร่างกายกำลังขับพิษ
คุณประชายังคงถ่ายต่อไป จาก 20 ครั้งก็กลายเป็น 30 ครั้ง ภรรยาเห็นท่าไม่ดีก็บอกกับผู้ดูแลอีก ผู้ดูแลบอกว่า “ให้อดทน…ดูซิคนอื่นยังอดทนได้ ทำไมคุณจะอดทนไม่ได้”
คุณประชาไม่มีแรงจะตอบอะไร ได้แต่ขมุบขมิบปากบ่นเบาๆว่า “ก็อดทนแล้วนะ แต่ท้องมันจะถ่าย จะให้อดทนไปได้ยังไง”
จาก 30 ครั้งการถ่ายก็ดำเนินต่อไป ถ่ายไปจนถึง 40 ครั้งตลอดทั้งคืนนั้น จนตัวเริ่มเย็น ปากเริ่มซีด ชีพจรเริ่มเบา ตอนนั้นเริ่มเช้ามืดแล้ว ภรรยาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบขับรถนำส่งคุณประชาไปโรงพยาบาล


ที่โรงพยาบาลแพทย์พบว่าคุณประชาอยู่ในภาวะช็อก เพราะเสียน้ำและเกลือแร่ไปมาก การ...้ชีวิตฉุกเฉินดำเนินไปอย่างเร่งด่วน แต่นับว่าโชคดีที่...้สถานการณ์กลับคืนมาได้ในที่สุด เมื่อออกจากโรงพยาบาล ภรรยาจึงพามาหาผม เพราะยังศรัทธาในวิธีธรรมชาติบำบัดรักษามะเร็งอยู่
สิ่งที่ผมบอกกับคุณประชาและภรรยาก็คือ “ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ทั้งการแพทย์แบบแผนและการแพทย์ทางเลือก เราต้องฉลาดในการเลือกรับปรับใช้ศิลป์และศาสตร์เหล่านี้ให้ถูกต้องเหมาะสม ก่อนอื่นก็คือ มะเร็งท่อน้ำดีเป็นมะเร็งที่โอกาสตอบสนองน้อยเต็มทีต่อเคมีบำบัด ดังนั้นการเลือกที่จะไม่รับเคมีบำบัดก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ซึ่งตรงกันข้าม ถ้าเป็นมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือด กลุ่มเหล่านี้ยังมีโอกาสตอบสนองต่อเคมีบำบัดได้ในระดับหนึ่ง ถ้าเราฉลาดที่จะเลือกรับปรับใช้ ก็อาจทำเคมีบำบัดร่วมกับธรรมชาติบำบัด ซึ่งจะได้ผลดี เพราะเคมีบำบัดช่วยกำจัดก้อน ธรรมชาติบำบัดช่วยเสริมภูมิต้านทาน แถมช่วยลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัดด้วย จึงเป็นการแพทย์องค์รวมที่ควรเลือกใช้” ผมอธิบาย
“ทีนี้มะเร็งท่อน้ำดี เลือกที่จะไม่ใช้เคมีบำบัดก็ดีแล้ว แต่การที่ไปใช้วิธีล้างพิษตับ ต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง” ผมบอกตรงๆ
“ก็เห็นเวปไซต์ของเขาเขียนว่า สามารถระบายเซลล์มะเร็งออกมาเป็นฝ้าๆในอุจจาระได้” ภรรยาถาม
“นั่นต้องถือว่าเขียนโดยปราศจากหลักฐาน” ผมตอบ นึกในใจว่าถึงคราวต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาเสียที และจะเขียนเรื่องนี้ในสื่อต่างๆเท่าที่จะได้ด้วยเพื่อบอกผู้คนในเรื่องนี้ “เอาหลักฐานมาจากไหนที่จะบอกได้ว่า เจ้าฝ้าขาวๆที่ถ่ายออกมาในน้ำผสมอุจจาระนั้นเป็นเซลล์มะเร็ง เราอยู่ในสมัยใหม่แล้ว การอ้างอิงสิ่งใดต้องมีหลักฐาน ภาษาการแพทย์เรียกว่า Evidence based medicine ถ้าการล้างพิษตับจะอ้างผลทางการแพทย์จึงต้องมีหลักฐานที่แน่ชัด มิฉะนั้นก็เป็นการอวดอ้างเกินจริง อันจะมีผลทำให้สิ่งที่ดีๆกลายเป็นเรื่องที่ถูกดูถูกดูหมิ่น ไร้คุณค่าไป”
“และประสบการณ์จริงที่เกิดกับคุณประชาเองก็เห็นได้แล้วว่า มันไม่เหมาะที่คนเป็นมะเร็งจะใช้การล้างพิษตับแบบนี้ เพราะวิธีการนี้มันแรงเกินไป ทำให้ถดถอยทั้งร่างกายและพลังแห่งชีวิต” ผมต่อ “เอาล่ะ เราเห็นจะต้องตั้งต้นกันใหม่ ใช้ทางสายกลางของธรรมชาติบำบัดรักษามะเร็ง”


กรณีที่ 3: คุณสุรชัย (นามสมมติ) ภรรยาและลูกพาเข้ามาหาผมอีกรายหนึ่ง ด้วยอาการซีด ผ่ายผอม และหมดเรี่ยวแรง ซักประวัติก็ได้ความอีกว่า เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เป็นกลับซ้ำ เดิมเคยเป็นมาแล้วเมื่อ 5 ปีก่อน รักษาหายด้วยเคมีบำบัด มาปีนี้เกิดมีก้อนขึ้นมาจากต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ จึงไปเข้าคอร์สล้างพิษตับ ผลปรากฏว่าหมดเรี่ยวแรงกลับมา จำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 ต่อลบ.มม. และเม็ดเลือดแดงลดต่ำ เกิดอาการซีดลงอย่างเห็นได้ชัด คุณสุรชัยบอกว่าไม่อยากให้เคมีบำบัดอีก เลยไปหาวิธีทางเลือกอื่นๆ ได้ข่าวล้างพิษตับที่นิยมกันมาก ก็เลยไปเข้าคอร์สกับเขาบ้าง


นี่ก็เป็นอีกรายหนึ่ง ที่พยายามใช้การล้างพิษตับเพื่อการรักษามะเร็ง รายนี้ผมก็ต้องพยายามให้อาหารแบบเดินสายกลางซะใหม่ โดยวางแผนว่าคุณสุรชัยต้องรักษา 2 ทาง คือเมื่อฟื้นจากความหมดเรี่ยวแรงจากการล้างพิษตับแล้ว ก็คงต้องให้ปรึกษาทางโรงพยาบาลทำเคมีบำบัดอีกครั้งหนึ่ง ร่วมกับธรรมชาติบำบัดรักษามะเร็งต่อไป

มะเร็ง เป็นข้อห้ามประการสำคัญในการล้างพิษตับ
“อายุรเวทที่เป็นต้นธารของการล้างพิษท่อน้ำดีและตับ ไม่มีการระบุว่าให้ใช้วิธีนี้ในการรักษามะเร็ง” ผมพูดกับคุณพี่รัตนา เธอเป็นผู้ที่ผมเคารพนับถือผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้มีสายสัมพันธ์กับทีมงานหลายทีมที่เปิดค่ายล้างพิษตับอยู่ในเวลานี้
“ก็ใช่น่ะซิ พี่เคยไปเข้าคอร์สล้างพิษตับกับเขามาเหมือนกัน ในคอร์สก็ไม่มีทีมงานคนใดพูดถึงว่า ใช้วิธีนี้รักษามะเร็งเลยนะ” พี่รัตนาบอก
“แต่ข้อความในบางเวปไซต์ก็เขียนกันโจ่งแจ้งว่า สามารถขับถ่ายเซลล์มะเร็งออกมาเป็นฝ้าในอุจจาระใช่มั้ยเล่า” ผมต่อว่าเธอ
“ก็ใช่ แต่เราก็ไม่ได้พูดนะ อีกอย่างหนึ่งคนที่เป็นมะเร็งมาเข้าคอร์สแล้วบางคนเขาก็บอกว่าได้ผล แล้วพูดกันปากต่อปาก เรื่องอย่างนี้เราก็ว่าอะไรเขาไม่ได้”
“ที่คนเป็นมะเร็งบางคนพูดว่าได้ผลดี จะเป็นแค่ความรู้สึกหรือเปล่า บางทีก็มีลักษณะของจิตวิทยามวลชน คนหนึ่งพูดว่าดี คนอื่นๆก็พูดว่าดีตาม เพราะฉะนั้น องค์กรที่จัดล้างพิษตับก็เหมือนกับอาศัยโอกาสเช่นนี้ เปิดรับรักษามะเร็งอยู่ในทีใช่มั้ยล่ะครับ เปรียบเหมือนใช้มีดอีโต้ไปเปลี่ยนยางรถยนต์”


แท้ที่จริงแล้ว เรื่องการพัฒนาศาสตร์การแพทย์ทางเลือกก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรปิดกั้น ความจริงถ้าจะยืนยันผลเรื่องการรักษามะเร็งได้ด้วยการล้างพิษตับ ก็ควรทำเป็นเรื่องเป็นราว มีการศึกษาวิจัยให้ชัดเจน แต่ตราบเท่าที่ต้นธารความรู้ไม่ได้อ้างถึงการรักษามะเร็ง และเรานำศาสตร์นี้มาใช้ก็ควรใช้ตามขอบเขตองค์ความรู้นั้นๆ ถ้าจะอ้างอิงผลใหม่ๆ ก็ควรจะมีการวิจัยรองรับ ผมก็ได้แต่เตือนไว้แล้วกันว่าการล้างพิษตับมีผลดีอยู่แล้วแหละครับ กับการลดน้ำหนัก ลดไขมัน ลดไขมันพอกตับ เมื่อตับสะอาดขึ้น ก็ทำให้กระปรี้กระเปร่าขึ้น แต่วิธีนี้ก็ไม่ได้มีไว้รักษามะเร็ง ขณะเดียวกันก็เริ่มปรากฏกรณีศึกษาหลายรายแล้วว่า การไปล้างพิษตับแล้วเกิดมีผลข้างเคียงที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งบางรายทรุดหนักลง

ข้อเสนอแนะแก่ผู้รักสุขภาพ และแก่องค์กรผู้ให้บริการ
ผมสรุปกับคุณพี่รัตนา ทั้งขอฝากกับผู้รักสุขภาพที่คาดหวังกับการล้างพิษตับ ซึ่งถ้าลามปามไปถึงขั้นว่าล้างพิษตับใช้รักษามะเร็ง จะเป็นการคาดหวังเกินจริง
และสำหรับองค์กรที่ให้บริการล้างพิษตับ ผมก็ขอถือโอกาสนี้ฝากข้อคิดกันในฐานะกัลยาณมิตรว่า จะเป็นการดีกว่ามั้ยที่องค์กรของท่านควรประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่า การล้างพิษตับไม่ได้มีไว้รักษามะเร็ง เพราะถ้าขืนปล่อยเรื่องนี้ให้กำกวมกันต่อไป มันก็จะกลายเป็นบาปกับตัวองค์กรผู้จัดบริการรวมทั้งทีมงานด้วยนะครับ เพราะความจริงองค์กรเหล่านี้ก็ล้วนเป็นผู้รักธรรมะ ไม่ทำบาปอยู่แล้วมิใช่หรือ จะดีกว่ามั้ยที่เราจะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง และให้บริการในขอบเขตที่เหมาะสม
......................................................................................

ล้างพิษตับ ดีหรือไม่ จริงหรือหลอก?(6) โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล



คำถามพบบ่อย ว่าด้วยล้างพิษตับ
ถาม: ล้างพิษตับ ดีหรือไม่?
ตอบ: ดี ถ้าใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม ล้างพิษตับเป็นศาสตร์ธรรมชาติบำบัด มีรากฐานมาจากอายุรเวท ศาสตร์พื้นบ้านของอินเดีย
ถาม: ทำไมจึงมานิยมมากในขณะนี้?
ตอบ: มีปัจจัยหลายอย่าง
1)เป็นแนวโน้มของผู้รักสุขภาพทั่วโลก ที่ตระหนักว่าลำพังการกินยาไม่ใช่คำตอบที่แท้ของสุขภาพ พร้อมกันกับกระแสเปิดโปงเกมกลชั่วร้ายของบริษัทยาที่ส่งเสริมยาลดไขมันและธุรกิจขายน้ำมันพืช เป็นผลให้ผู้รักสุขภาพทั่วโลกเกิดแรงฮึดที่จะรักษาสุขภาพด้วยตัวเอง
2)อิทธิพลของสื่อร่วมกับกระแสมวลชนกลุ่มที่กินมังสวิรัติที่มักจะนิยมวิธีการทางสุขภาพอย่างใดอย่างหนึ่งแบบสุดโต่งเป็นพักๆ
3)ผลดีที่เกิดขึ้นจริง จากกระบวนการล้างพิษตับ แล้วพูดกันปากต่อปาก
ถาม: ล้างพิษตับ เหมาะสำหรับใครบ้าง?
ตอบ: เหมาะสำหรับคนอ้วน คนไขมันเลือดสูง คนที่มีไขมันพอกตับ คนท้องอืดเฟ้อบ่อย คนท้องผูก คนที่กินยาลดไขมันมานานแล้วตับเริ่มมีภาระมาก ทำให้เริ่มมีเอนไซม์ตับสูงขึ้น นั่นแปลว่าคุณต้องมีเวลาให้ตับได้พักบ้าง เหตุเพราะว่ายาลดไขมันออกฤทธิ์โดยไปเพิ่มปุ่มรับบนเซลล์ตับ เพื่อดักจับไขมันในเลือดให้เข้าไปซุกอยู่ในตับ จึงทำให้ตับท่วมท้นไปด้วยไขมัน
กินยาเกิน 3 ปีจะเริ่มมีไขมันพอกตับ
กินเกิน 5 ปีอาจเริ่มมีเอนไซม์ตับสูง
กินถึง 10 ปีอาจเริ่มมีตับแข็ง ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งตับต่อไป
ด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามที่มีไขมันเลือดสูง ทางออกของคุณคือการปรับชีวิต เปลี่ยนอาหาร
โดยไม่ควรจะกินยาลดไขมัน แต่หันมาใช้วิธีล้างพิษตับ จะลดไขมันเลือดได้โดยไม่ต้องใช้ยา
ถาม: สำหรับคนที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี เป็นข้อบ่งชี้หรือไม่ที่จะใช้การล้างพิษตับ?
ตอบ: ก่อนอื่นต้องรู้กลไกการทำงานของกระบวนการล้างพิษตับก่อน กล่าวคือล้างพิษตับที่มาตรฐานใช้เวลา 7 วัน โดยกินอาหารมังสวิรัติไม่มันใน 6 วันแรก จุดประสงค์เพื่อให้ตับได้พัก เพราะไม่ต้องย่อยอาหารไขมัน หรือเนื้อสัตว์ซึ่งก็มักจะมีไขมันแทรกมาด้วย
ในระหว่าง 6 วันนั้นกินแอปเปิ้ลเขียววันละ 6 ลูก จุดประสงค์เพื่อให้กรดมาลิกในแอปเปิ้ลเขียวไปช่วยละลายนิ่วในถุงน้ำดี ส่วนน้ำมันละหุ่งที่กินก่อนนอนทุกคืนเพื่อช่วยระบาย
ครั้นถึงวันที่ 6 เย็นกินสารละลายดีเกลือก็เพื่อให้เกิดการระบายมากๆ และดีเกลือยังมีฤทธิ์ช่วยขยายท่อน้ำดีให้กว้างขึ้น พอดื่มน้ำมันมะกอกในปริมาณมากเข้าไป น้ำมันมะกอกไปกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัว จึงขับน้ำดีและสิ่งต่างๆในถุงน้ำดีออกมาด้วย รวมทั้งนิ่ว(ถ้ามีอยู่)
แต่การขับนิ่วด้วยวิธีนี้ มีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย คือ
ถ้านิ่วใหญ่กว่า 0.5 ซม.จะขับออกไม่ได้อยู่แล้ว แม้จะเชื่อว่ากรดมาลิกจะช่วยทำให้นิ่วนิ่มลงไปบ้าง แต่ระยะเวลาสั้นๆแค่ 5-6 วันจึงไม่แน่เสมอไปที่จะทำให้มันนิ่มได้ที่
แม้แต่ในคนที่มีนิ่วเล็กกว่า 0.5 ซม. ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยง เพราะท่อน้ำดีขรุขระและอาจสกปรกไปด้วยคราบไข บางทีนิ่วอาจขบเหลี่ยมเอียงไม่ถูกท่า ก็อาจจะขับออกไม่ได้ และถึงคราวนั้นถุงน้ำดียิ่งบีบตัว แต่นิ่วก็ยังไม่ออก ก็จะเกิดการปวดท้องทรมานแสนสาหัส เกิดคลื่นไส้อาเจียน
สุดท้ายก็อาจถึงกับอุดตันแล้วเกิดภาวะถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันขึ้น ถือเป็นกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์ประการหนึ่ง เรื่องเช่นนี้เคยมีผู้ป่วยที่ไปเข้าค่ายล้างพิษตับแล้วเกิดผลข้างเคียงเฉียบพลันในลักษณะนี้มาแล้ว จึงนับเป็นความเสี่ยงของคนที่มีนิ่วในถุงน้ำดี ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ที่จะกินน้ำมันมะกอกในการล้างพิษตับ
เพื่อความปลอดภัยในเรื่องนี้ ผมจึงเตือนผู้รักสุขภาพทั้งหลายว่า ใครมีนิ่วในถุงน้ำดีถ้าจะล้างพิษตับให้ทำทุกขั้นตอนของการล้างพิษตับ แต่ต้องไม่กินน้ำมันมะกอกในตอนสุดท้ายนั้น ทำไปเช่นนั้นเดือนละครั้ง จนกว่านิ่วจะเล็กลงมากแล้ว เหลือแต่ทรายๆ ก็อาจจะกินน้ำมันมะกอกในการล้างพิษตับรอบสุดท้าย
ทั้งหมดเหล่านี้จะป้องกันปัญหาได้
ขอแนะนำว่าคนที่จะล้างพิษตับทุกคน ต้องตรวจอัลตร้าซาวด์ตับก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีนิ่วถุงน้ำดีจึงสมควรกินน้ำมันมะกอกตอนสุดท้าย การตรวจอัลตร้าซาวด์สมัยนี้ก็ไม่ยาก ใช้บริการของศูนย์เอกซเรย์หรือรพ.ใกล้บ้าน สนนราคาประมาณ 900 กว่าบาทเท่านั้นเอง
ถาม: แล้วทำไมในอายุรเวทแบบฉบับ หรือในหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับการล้างพิษตับ จึงเน้นว่าวิธีนี้ช่วยขับนิ่วได้ และในอินเดียก็มีการใช้วิธีนี้ขับนิ่วกันอยู่แล้วอย่างเป็นล่ำเป็นสัน?
ตอบ: นั่นมันทำแบบอินเดี้ย...อินเดีย น่ะซิครับ แน่นอนว่าในอินเดียคงมีการใช้วิธีนี้มาแต่โบราณจวบปัจจุบัน แต่อย่าลืมว่าอินเดียมีประชากรถึงพันล้านคน เขาไม่มีทางเลือกมากนัก เขารับรองอายุรเวทเป็นการแพทย์แห่งชาติด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาอาจจะทำวิธีนี้แล้วขับนิ่วให้คนของเขาไปจำนวนหนึ่ง แต่ถ้ามีผลข้างเคียง เกิดตายไปสัก 10-20 คน ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตนักในประเทศของเขา ไม่มีใครมาจ้องจับผิด ไม่มีการแพทย์แบบแผนมาไล่ออกข่าวโจมตี
แน่นอนละ ผมไม่ปฏิเสธว่าวิธีนี้อาจช่วยขับนิ่วถุงน้ำดีได้ในบางคน นั่นแปลว่าคนนั้นโชคดี แต่มันก็มีความเสี่ยงในอีกบางคน ที่อาจจะเกิดผลข้างเคียงร้ายแรง ประเทศไทยปัจจุบันเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างกัน เรามีระบบสื่อสารมวลชนที่ทั่วถึง มีโซเชียลเนตเวิร์ค ที่พร้อมจะตีข่าวหรือแชร์เรื่องราวกันอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับที่มีการแพทย์แบบแผนเป็นกระแสหลัก ส่วนการแพทย์ทางเลือกก็เพิ่งจะเติบโตขึ้นมา ถ้าเราทำกันแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ระมัดระวังกันให้ดี เกิดมีกรณีผลข้างเคียงที่ใหญ่โตขึ้นมา ก็จะกลายเป็นจุดที่ถูกโจมตีทำให้การแพทย์ทางเลือกกลายเป็นสิ่งที่ด้อยค่าลงไปอีก และที่สำคัญกว่านั้น คนเราทุกคนรักชีวิต และผู้ให้บริการการแพทย์ทางเลือกก็ต้องรักและทะนุถนอมชีวิตของทุกๆคนด้วย ความเจ็บป่วยหรืออันตรายถึงชีวิตที่อาจเกิดกับผู้รักสุขภาพเราต้องป้องกันอย่างสุดความสามารถ สถานการณ์เช่นนี้จึงไม่ควรสุ่มสี่สุ่มห้า ทำล้างพิษตับกับให้คนเป็นนิ่ว เพราะจะมีความเสี่ยงเกิดอันตรายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ถาม: ถ้าอย่างนั้น คนที่เป็นนิ่วถุงน้ำดีควรทำอย่างไร?
ตอบ: ก่อนอื่นต้องปรับชีวิตเปลี่ยนอาหาร กินอยู่อย่างไทย อย่ากินไขมันมาก ไม่ดื่มนมวัวเด็ดขาด ไม่กินอาหารทอดๆ และต้องลดความอ้วนด้วย เพราะความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มต่อการเป็นนิ่ว ถ้านิ่วนั้นทำให้ปวดบ่อยมากหรือเกิดการอักเสบอยู่บ่อยๆ ก็น่าจะผ่าตัดเอาออก เพราะศัลยกรรมสมัยใหม่ปัจจุบันทำได้ไม่ยาก แต่ขอเตือนว่าให้ผ่าตัดโดยเปิดหน้าท้องผ่าจะง่ายกว่ามาก อย่าหลงให้ผ่าโดยการส่องกล้องเป็นช่องเล็กๆเพื่อตัดถุงน้ำดี เพราะมีความเสี่ยงจากความผิดพลาดในการผ่าตัดในบางเปอร์เซนต์ แถมค่าฝีมือยังแพงกว่าผ่าตัดธรรมดาอีกด้วย
อย่างไรก็ตามหลังผ่าตัดเอาถุงน้ำดีและนิ่วออกแล้ว คุณก็ยังควรที่จะต้องทำล้างพิษตับ เพราะต้องรู้ว่าการมีนิ่วในถุงน้ำดีไม่ได้เหมือนกับจินตนาการของคุณที่เหมือนกับมีลูกเต๋างาช้างบรรจุอยู่ในถุงผ้าไหมสวยๆ แต่คนเป็นนิ่วถุงน้ำดีแปลว่าทั้งถุงน้ำดีและตลอดไปถึงท่อน้ำดีที่แทรกซึมอยู่ทั่วไปในตับ ล้วนเขลอะไปด้วยคราบไข ที่มันหนาแน่นมากก็จับตัวเป็นนิ่ว ดังนั้นขจัดนิ่วออกแล้วก็จริง แต่ถ้าทำการล้างพิษตับเพื่อขจัดกวาดล้างให้ท่อน้ำดีทั้งระบบสะอาดด้วย จึงจะสุขภาพดีได้
ถ้านิ่วสงบดีไม่ได้ปวดหรืออักเสบ คุณอาจให้โอกาสตัวเอง โดยทำล้างพิษตับทุกขั้นตอน แต่ไม่กินน้ำมันมะกอก ในระหว่างนั้นดีเกลือจะมีส่วนขยายท่อน้ำดีได้ ให้ทำทุกเดือน
ส่วนวันนอกนั้นก็ให้กินแอปเปิ้ลเขียวและชาคาโมไมล์บ่อยๆ
ในตำราถือว่าสองอย่างนี้ก็ช่วยลดขนาดของนิ่วได้ และจะให้ดีก็สวนกาแฟสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
กาแฟช่วยขยายท่อน้ำดี เป็นการระบายไขมันส่วนเกินให้ทยอยออกจากร่างกาย ไม่หมักหมมให้จับนิ่วมากขึ้นกว่าเดิม ทำไปสัก 6 เดือนหรือ 1 ปี จนกว่าอัลตร้าซาวด์จะพบว่านิ่วเล็กเหลือแต่ทรายๆแล้วเท่านั้น จึงกินน้ำมันมะกอกครั้งสุดท้าย เพื่อขับทรายเหล่านั้นออก แต่คุณก็ต้องรู้ว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ดี
เรื่องนี้นักธรรมชาติบำบัดอีกท่านหนึ่งคือ คุณแอนเดรียส์ โมริทซ์ (Andreas Moritz) ซึ่งเป็นคนแนะนำการล้างพิษตับไว้มาก ก็มีความเห็นที่คล้ายกันกับผม ใครถามเขาว่าคนที่นิ่วถุงน้ำดีอักเสบซ้ำซากควรล้างพาตับหรือไม่ เขาก็ไม่ฟันธงแนะนำว่าให้ล้างพิษตับทันที เขาเองก็มีนิ่วถุงน้ำดีอยู่แล้วใช้วิธีทยอยทำไปช้าๆ จนสุดท้ายนิ่วก็หมดไปเอง
...............................................................................

ล้างพิษตับ ดีหรือไม่ จริงหรือหลอก?(7) โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล



ถาม: ยังมีกรณีอะไรอีกที่ไม่ควรทำล้างพิษตับ?
ตอบ: ผู้ป่วยกลุ่มสำคัญที่ไม่ควรล้างพิษตับเลย คือผู้ป่วยมะเร็ง เพราะจริงๆแล้ว ไม่เคยมีในตำรับตำราใดที่กล้ายืนยันว่าการล้างพิษตับใช้รักษามะเร็งได้
เหตุผลคือผู้ป่วยมะเร็งมีภาวะร่างกายที่อ่อนเพลียอยู่แล้ว แถมตับก็มีภาระหนักอย่างยิ่ง ในการต่อสู้กับมะเร็ง ถ้าขืนทำล้างพิษตับจะเพิ่มภาระแก่ตับ และซ้ำเติมความอ่อนแอแก่ร่างกาย ถอยพลังแห่งชีวิต ทำให้มะเร็งทรุดหนักยิ่งขึ้น
เรื่องนี้มีกรณีศึกษามาแล้ว โดยผู้ป่วยมะเร็งไปเข้าค่ายล้างพิษตับ เกิดอาการถ่ายไม่หยุดถึงคืนละ 40 ครั้งจนช็อก ต้องแอดมิตที่โรงพยาบาล นอกจากรายนี้แล้ว ยังมีรายอื่นๆที่เป็นมะเร็งไปล้างพิษตับมาแล้วเกิดอาการซูบผอม เลือดจาง อ่อนเพลีย ถอยกำลังลงอย่างรวดเร็ว
อาจจะมีพูดกันปากต่อปากว่า คนเป็นมะเร็งคนนั้นล้างพิษตับแล้วดีขึ้น เหล่านี้บางทีก็เป็นเพียงความรู้สึก ด้วยมีแรงศรัทธาอยู่แล้ว ผสมจิตวิทยามวลชนเข้าไปด้วย ก็พูดกันปากต่อปาก แต่ขอให้รู้ว่าล้างพิษตับไม่ได้มีไว้รักษามะเร็ง เรื่องนี้แอนเดรียส์ โมริทซ์อีกนั่นแหละก็ยืนยันว่า เขาไม่เห็นด้วยเช่นเดียวกันที่จะใช้การล้างพิษตับในผู้ป่วยมะเร็ง
ปัญหาเรื่องเอาผู้ป่วยมะเร็งไปล้างพิษตับนับวันจะขยายตัวมากขึ้นทุกที เพราะคนเป็นมะเร็งก็อยู่ในสภาพที่ขาดความหวังอยู่แล้ว พอเห็นเขานิยมอะไรกันสักอย่างหนึ่ง ก็มักจะไปไขว่คว้าเอาไว้ รายที่ทรุดไปก็อาจจะถูกปลอบใจกันว่า เพราะมะเร็งเป็นหนักอยู่แล้ว พอรายที่อาการดีขึ้นบ้าง ก็ขยายความกันไป เรียกว่าเกิดแนวโน้ม “ขายความหวังให้คนสิ้นหวัง” (Hope for the hopeless) ซึ่งไม่อยากให้ทำกันแบบนั้น ต้องสกัดตั้งแต่ต้นมือ เริ่มตั้งแต่ในเวปไซต์ขององค์กรกัลยาณมิตรทั้งหลายที่มีบริการล้างพิษตับอยู่ บางที่ก็ระบุว่า อุจจาระที่ถ่ายออกมานั้นมีฝ้าที่เป็นชั้นของเซลล์มะเร็งถูกขับถ่ายออกมา แล้วก็ไปพูดกันปากต่อปากในค่ายล้างพิษ ว่าคนนั้นเป็นมะเร็ง พอล้างพิษก็ดีขึ้น อยากขอให้ระงับยับยั้งในเรื่องนี้ เพราะน่าจะเกิดอันตรายมากกว่าผลดี
ความจริงแล้วองค์กรที่ทำล้างพิษตับก็ล้วนเต็มไปด้วยกัลยาณมิตร ส่วนใหญ่อยากทำบุญ อยากทำดี แต่บางทีหวังดีเกินไป และรู้เท่าไปถึงกัน เอาล้างพิษตับไปรักษามะเร็ง เหมือนเอามีดอีโต้ไปเปลี่ยนยางรถยนต์ แทนที่จะเป็นกุศลกรรม ก็กลายเป็นอกุศลกรรม ขอพวกเราพึงพิจารณา
ถ้าอยากขยายผลว่าล้างพิษตับใช้รักษามะเร็งได้ ขอให้มีการทำวิจัย
นอกจากคนที่เป็นมะเร็งแล้ว คนที่ร่างกายอ่อนเพลียเกินไป เช่น คนคลื่นไส้อาเจียนง่าย คนธาตุอ่อนท้องเสียง่าย คนสูงอายุมาก หญิงมีครรภ์ เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ก็ไม่ควรทำล้างพิษตับ
ถาม: ถ้าเช่นนั้น ค่ายล้างพิษตับที่ทำกันอยู่ ถือว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี?
ตอบ: ดีนะ ผมเห็นแต่สารคดีในสารคดี “คนค้นคน” โดยภาพรวมผมถือว่า ดีทีเดียว เริ่มต้นจากองค์กรที่ทำก่อน ด้วยประวัติหลายสิบปีที่เป็นมา ชุมชนอโศกเป็นชุมชนที่น่านับถือ ใช้หลักการพึ่งตนเอง เศรษฐกิจพอเพียง นอกจากจุนเจือตนเอง จุนเจือซึ่งกันและกันแล้ว ยังจุนเจือสังคมด้วย ออกหน้ามาต่อสู้ทุกสิ่งอย่างเมื่อบ้านเมืองได้รับความเดือดร้อน ต้องถือว่าเป็นชุมชนที่มีอุดมการณ์
กิจกรรมล้างพิษตับที่นั่น มีเนื้อหาลึกๆคือการปลุกผู้คนให้หันมาพึ่งตนเองทางสุขภาพ และให้ปรับชีวิตเปลี่ยนอาหาร สอนให้บริหารร่างกายด้วยฤาษีดัดตน ทุบหลังให้แก่กันและกัน ให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก ไม่ว่ายากดีมีจนก็ถ่อมตัว ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แถมพยายามพัฒนาสมุนไพรไทย การแพทย์พื้นบ้านด้วย มีสูตรสมุนไพรพอกหน้า แช่เท้า ฯลฯ เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับสังคมทุกวันนี้
ข้อคิดมีแต่เพียงว่าขอให้เพิ่มข้อบ่งชี้ ข้อพึงระวัง และข้อห้ามสำหรับคนที่จะเข้าล้างพิษตับ ดังนี้คือ:
1. ก่อนล้างพิษตับทุกคน พึงต้องตรวจอัลตร้าซาวด์ให้รู้แน่ว่า ไม่มีนิ่วถุงน้ำดี ใครมีนิ่วห้ามกินน้ำมันมะกอก
2. ผู้ป่วยมะเร็ง ห้ามล้างพิษตับ
3. ถ้าประณีตกว่านั้น ก็ให้ชั่งน้ำหนัก ตรวจไขมันเลือด แล้วตรวจอีกครั้งหนึ่งหลังล้างพิษไปแล้ว 7 วัน ก็จะพบผลดีว่า วิธีนี้ลดน้ำหนัก ลดไขมันเลือดได้
คนที่ออกจากล้างพิษใหม่ๆ ถ้าตรวจเลือดทันทีอาจพบว่าไตรกลีเซอไรด์หรือคอเลสเตอรอลอาจสูงขึ้นกว่าเดิม ทำให้ใจเสียคิดว่าวิธีนี้ไม่ได้ผล แต่ที่แท้แล้วร่างกายกำลังขยับขยายย้ายเอาไขมันในเซลล์ตับ หรือไขมันใต้ผิวหนังให้ละลายออกมาเป็นไขมันในเลือด ต้องรอหลังจากนั้นอีก 7 วันจึงจะเห็นว่าไขมันลดลงชัดเจน
ถาม: มีคนตั้งข้อสงสัยว่า ก้อนๆที่ออกมามีมากมายเหลือเกิน บางคนว่าเป็นร้อยๆเม็ด บางคนว่าเป็นกำมือ เป็นการขับนิ่วจริงหรือเปล่า? คนเราจะมีนิ่วมากมายขนาดนั้นหรือ?
ตอบ: นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พากันเข้าใจผิด ผมเองยังไม่เชื่อว่าจะเป็นนิ่วไปซะหมดทุกเม็ด แน่นอนล่ะส่วนหนึ่งอาจมีคราบไขที่เริ่มจะฟอร์มตัวเป็นนิ่ว ถ้าปล่อยไว้นาน แต่ส่วนใหญ่อาจเป็นคราบไขมันที่เกาะอยู่ตามทางเดินน้ำดีจากตับถึงถุงน้ำดีที่ถูกขับออกมา ผสมไปกับน้ำมันมะกอกที่ดื่มเข้าไปนั่นแหละ เวลาเพียงไม่กี่วันของคอร์สไม่ควรจะละลายนิ่วให้นิ่มแล้วออกมามากมายอย่างนั้น
ที่เมืองนอกมีการพิสูจน์เอาน้ำมันมะกอกใส่สีแดงเข้าไป แล้วเอาเม็ดๆที่ถ่ายออกมาพิสูจน์ก็พบว่า มีสีแดงอยู่ในนั้นนั่นแหละ
บางคนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นสบู่ เพราะมีกระบวนการเกิดสบู่ในท่อน้ำดีตลอดกระบวนการล้างพิษตับ ผมเองไม่ปักใจเชื่อเรื่องสบู่ เพราะโดยธรรมชาติของสบู่จะทรงรูปมากกว่า เวลาถูกร้อนก็ยังคงสภาพเดิม แต่ก้อนๆเหล่านี้เมื่อเอาไปตากแดดจะละลายเป็นน้ำมันไปหมดเลย
ดังนั้นผมเองมีข้อสรุปเบื้องต้นว่า เม็ดเหล่านั้นส่วนใหญ่คือคราบไขมันผสมกับน้ำมันมะกอกที่กิน ถ้าถามว่าดีมั้ย ก็ถือว่าดีซิครับ คือกระบวนการนี้ได้ไปขับเอาไขมันส่วนเกินตั้งแต่ที่อยู่ในท่อน้ำดี ในถุงน้ำดี ในเซลล์ตับ ในหลอดเลือดให้ทยอยขับออกไป
ถาม: แต่ที่แล้วมา การล้างพิษตับเน้นกันแต่เรื่องขับนิ่ว จะถูกหรือไม่?
ตอบ: ที่แล้วมา เราไปขยายความประโยชน์ของกระบวนการล้างพิษตับผิดไป คือไปเน้นเรื่องการขับนิ่ว แล้วมัวแต่เถียงกันว่าใช่นิ่วหรือไม่ใช่นิ่ว
แท้ที่จะจริงไม่ควรไปเน้นเรื่องขับนิ่ว ให้เน้นประโยชน์ของการขับไขมันส่วนเกินทั้งหลายให้ออกจากร่างกาย ลดอ้วน ลดไขมันเลือด ลดไขมันพอกตับ แก้ตับอักเสบ แค่นี้ก็คุ้มแล้ว
ไม่ต้องเสียเกินเสียทองไปกินยาลดไขมัน ลดความอ้วน ซ่อมบำรุงตับที่พอกไขมัน เพียงแต่ล้างพิษตับก็ช่วยเคลียปัญหาไขมันเหล่านี้ได้
ถาม: ล้างพิษตับ ทำเองได้หรือเปล่า?
ตอบ: ทำได้ ง่ายนิดเดียว ผมพยายามเขียนเรื่องนี้ไว้เป็นเล่มชื่อ “ล้างพิษท่อน้ำดีและตับ” อ่านตามนั้น ทำตามทุกตัวอักษรก็ได้แล้ว ถ้าขาดเหลือเรื่องดีเกลือ น้ำมันละหุ่ง น้ำมันมะกอก ก็แวะไปปรึกษาผมได้ จะได้ให้คำแนะนำเป็นรายบุคคล
แต่สำคัญต้องอัลตร้าซาวด์ตับ ว่าไม่มีนิ่ว จึงจะกินน้ำมันมะกอกได้ และผู้ป่วยห้ามทำล้างพิษตับเด็ดขาด
ต้องขอขอบคุณองค์กรกัลยาณมิตรทั้งหลายที่ช่วยกันจัดกิจกรรม ค่ายล้างพิษตับ จนแพร่หลายกันกว้างขวาง และขอเรียนปรึกษาหารือให้ช่วยกันยกระดับการทำล้างพิษตับให้มีมาตรฐาน เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายอันเป็นส่วนรวม
....................................................................

คุณหมอคะ ขอถามเรื่องน้ำมันมะกอกค่ะ ถ้าเรากินน้ำมันมะกอกเฉยๆ ก่อนอาหารทุกเช้า

สามารถทำได้ใช่ไหมคะ พอดีมีคอลเลตเทอรอลสูงค่ะ ทราบว่าทานแล้วจะทำให้ไขมันลดลง อะไรประมาณนี้

จึงลองซื้อมาทานค่ะ พึ่งเริ่มทานไป 1 ครั้งค่ะ

Olives Oil หรือน้ำมันมะกอก สารพัดประโยชน์ใช้ บำรุงหน้า, ผม, ผิว ได้หมดเลย
และน้ำมันมะกอกนั้นยังมีอีกสรรพคุณอย่างหนึ่งคือ

๑. ในน้ำมันมะกอกนั้น อุดมไปด้วยกรดโอเลอิก เป็นจำพวกไขมันอิ่มตัวตำแหน่งเดี่ยวที่จะช่วยลดประมาณคอเลสเตอรอลชนิดเลว ที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ หรือ โรคหลอดเลือดตีบเข็ง และช่วยเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดดีให้กับร่างกาย
๒. และนอกจากนี้น้ำมันมะกอกยังมีพวกสารแอนติออกซิแดนซ์, วิตามินอี, เบต้าแคโรทีน และอื่นๆอีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งยังดูและระบบโลหิต, ระบบย่อยอาหาร, กระดูก และผิวหนัง

แต่น้ำมันมะกอกที่เราเห็นขายตามท้องตลาดนั้นจะมีอยู่ 3 แบบให้เลือกซื้อกันค่ะ กล่าวคือ

๑.ชนิดบริสุทธิ์พิเศษ หรือเรียกเป็นภาษาบ้านๆว่า “...บเย็น” Extra Virgin คือเพิ่งจะคั้นได้ครั้งแรก ไม่ผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อน หรือสารเคมี มีความเป็นกรดต่ำ สีและกลิ่นจะเข้มข้น และมีวิตามินตามธรรมชาติอยู่มาก มีประโยชน์สูงสุดในการกำจัดคอเลสเตอรอล และมีสารแอนติออกซิแดนต์ แต่มีราคาค่อนข้างสูง อันนี้ใช้ทานลดไขมัน
๒. ชนิดผสม หรือแบบ “Pure” ราคาจะต่ำลงมาอีกหน่อย จะมีส่วนผสมระหว่างน้ำมันมะกอกแบบกลั่นกับน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ซึ่งจะเป็นคนละอย่างกับแบบแรก เพราะผ่านการกลั่นที่จะกำจัดสี กลิ่น และวิตามินบางตัวออกไว้ทำอาหาร
๓. ชนิดเจือจาง แบบนี้จะเป็นการผสมน้ำมันมะกอกแบบบริสุทธิ์ในปริมาณที่น้อย ทำให้รสชาติและกลิ่นเจือจางลง และราคาจะถูกกว่าทั้งสองแบบแรกค่ะ

เอามากินดีกว่าครับ อย่าเอาไปล้างพิษตับเล้ย
.......................................................................................

อ่านฉบับเต็มที่......http://www.ayurvedicthai.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&No=1457096