วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

ปฎิทินกิจกรรม ล้างพิษตับ, นิ่วในถุงน้ำดี ( ก.ค.- ส.ค. - ก.ย. - ต.ค.2558 ) + การเตรียมตัว.

(อัพเดท เมื่อ 27/7/2558)
ปฎิทินกิจกรรม ล้างพิษตับ, นิ่วในถุงน้ำดี (สูตร อ.ขวัญดิน)
เพื่อฟื้นฟูสุขภาพด้วยธรรมชาติบำบัด

(ก.ค. - ส.ค. - ก.ย. - ต.ค. 2558 ) + การเตรียมตัว.
บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ / ปทุมธานี / กำแพงแสน / อุทัยธานี 
เปิดบริการผู้รักสุขภาพ ด้วยธรรมชาติบำบัด ใช้เวลาเพียง 2 คืน 3 วัน
.............................
เดือน กรกฎาคม 2558
ศ.-ส.-อา. (31 - 2 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
เดือน สิงหาคม 2558
ศ.-ส.-อา. (7 - 9 ) บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (เสมอดาว รีสอร์ท)
ศ.-ส.-อา. (14 - 16 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
ศ.-ส.-อา. (21 - 23 ) บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (เสมอดาว รีสอร์ท)
ศ.-ส.-อา. (28 - 30 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
จ.-อ.-พ. (31 - 2 ) บ้านสุขภาพ กำแพงแสน
เดือน กันยายน 2558
ศ.-ส.-อา. (4 - 6 ) ห้วยขาแข้งคันทรีโฮม อุทัยธานี
ศ.-ส.-อา. (11 - 13 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
ศ.-ส.-อา. (18 - 20 ) บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (เสมอดาว รีสอร์ท)
ศ.-ส.-อา. (25 - 27 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
เดือน ตุลาคม 2558
ศ.-ส.-อา. (2 - 4 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
ศ.-ส.-อา. (9 - 11 ) บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (ดิสคัฟเวอรี่ ฮิลล์ รีสอร์ท)
ศ.-ส.-อา. (16 - 18 ) บ้านสุขภาพ กำแพงแสน
ศ.-ส.-อา. (23 - 25 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
ศ.-ส.-อา. 30 - 1 ) บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (เสมอดาว รีสอร์ท)
...........................
(อาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาสอบถามฝ่ายรับโทรศัพท์อีกครั้ง)
...........................
หมายเหตุ : ค่าใช้จ่าย
ที่บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (เสมอดาว รีสอร์ท) ท่านละ 2,500 บาท
ที่บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (ดิสคัฟเวอรี่ ฮิล) ท่านละ 3,000 บาท
ที่บ้านสุขภาพ กำแพงแสน ท่านละ 2,900 - 3,000 บาท
ที่บ้านสุขภาพ มวกเหล็ก (ชาญอิสสระ รีสอร์ท) ท่านละ 2,800 - 3,300 บาท
โทร. (คุณจ๋า) 08-4356-1056,09-1521-3905
ที่บ้านสุขภาพ ปทุมธานี (โปรเกรสคอมเพล็กซ์) ท่านละ 3,000 บาท
ที่ห้วยขาแข้ง คันทรีโฮม รีสอร์ท (อุทัยธานี) ท่านละ 3,000 บาท
โทร. (คุณพิน) 09-1450-2131, 09-2346-3026
มีบริการรถตู้ รับ-ส่ง (อย่างน้อย 10 ท่าน) (เสียค่าโดยสารเอง)
รถจอดในปั๊มน้ำมัน ป.ต.ท.
ฝั่งตรงข้าม ม.หอการค้าไทย วิภาวดีรังสิต
สอบถามที่คุณจ๋า โทร. 08-4356-1056,09-1521-3905
หากติดต่อไม่ได้ หรือไม่ได้รับความสะดวก
ติดต่อสอบถาม คุณปลายไพร โทร. หรือ id Line : 09-2329-4426
สอบถามเส้นทาง....คุณโจ 08-7404-1367, คุณหนู 08-1566-4125
............................. 
การเตรียมตัวเข้าล้างพิษฯ 
.............................
ผู้เข้าคอร์สล้างพิษตับฯ ควรมีสุขภาพแข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองและสามารถอดอาหารได้
อาการที่ไม่ควรเข้าคอร์ส
- ความดันสูงหรือต่ำมากเกินไป 
- เบาหวานที่ฉีดอินซูลินแล้ว 
- โรคหัวใจขั้นร้ายแรง 
- มะเร็งขั้นสุดท้าย
- ฟอกไตแล้ว
- โรคติดต่อร้ายแรง (เอดส์ วัณโรค เป็นต้น)
- ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 
- สตรีมีครรภ์ 
- เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี

....................................
(ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข ไปด้วย และควรงดสูบบุหรี่ ระหว่างอยู่ในคอร์ส)
..................................
เพื่อสุขภาพของผู้รับสาย กรุณาโทร.ติดต่อในเวลา 08.30 - 18.00 น. ไม่มีวันหยุด
..................................
-เพื่อให้ร่างกายลดความเป็นกรด พร้อมจะขับพิษมากที่สุด ก่อน 2 - 3 วัน ควรงดเว้นชา กาแฟ ชอกโกแลต น้ำอัดลม น้ำเย็น เหล้า บุหรี่ นมจากสัตว์ อาหารที่ต้องผัดน้ำมัน ของทอด อาหารรสจัด เครื่องดื่มแช่เย็น งดเว้นเนื้อสัตว์ ไข่ และควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย (ผักลวก น้ำพริกมะนาว ต้มจืดเต้าหู้อ่อน เห็ด แอปเปิลเขียว ส้มทุกชนิด) นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพควรงดเว้นอาหารแสลง 10 อย่าง
ทั้งก่อนและหลังล้างพิษตับ
1. เนื้อสัตว์ 2.เครื่องในสัตว์ 3. กระดูก 4. หนัง 5. เอ็น
6. เลือด 7.กะปิ 8.น้ำปลา 9.ไก่ 10.นม
.....................................
วันที่แรก ที่บ้าน
05.00 น. ตื่นนอน ทำดีท็อกซ์สวนระบายล้างลำไส้ หรือเตรียมน้ำอุ่น ผสมมะนาว 1-2 ลูก ดื่มสักแก้ว เพื่อกระตุ้นการขับถ่าย และล้างพิษที่ตับ) หรือดื่มน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 1 ช้อนโต๊ะ และดื่มน้ำอุ่นตามให้มาก เพื่อช่วยขับระบายพิษ ทานอาหารย่อยง่าย
หลัง 12.00 น. งดอาหารขบเคี้ยวทุกชนิด ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำแอปเปิลแยกกาก (ขนาด 1 ลิตร อาจดื่มมากว่าหนึ่งกล่องได้) สลับกับน้ำเปล่า
และเตรียมตัวเดินทางไปล้างพิษฯ........................
15.00 - ลงทะเบียน / กรอกข้อมูลสุขภาพ / วัดความดัน / ชั่งน้ำหนัก
17.00 - แนะนำวิธีดีท็อกซ์ (สวนล้างระบายพิษจากลำไส้) / เข้าที่พัก / ทำดีท็อกซ์ (ครั้งที่ 1)
19.30 – แนะวิธีปฏิบัติตัวระหว่างเข้าคอร์ส / พักผ่อนตามอัธยาศัย นอนไม่เกิน 21.00 น.
วันที่สอง ที่จัดคอร์ส--------------------
05.00 -ตื่นนอน / ทำดีท็อกซ์ (สวนล้างระบายพิษจากลำไส้ ครั้งที่ 2)
06.30 -อมน้ำมันมะพร้าว 1 ช.ต. ( 10-15 นาที) บ้วนทิ้ง ห้ามกลืนลงท้อง / ออกกำลังกาย 
07.00 -ดื่มน้ำน้ำสมุนไพรชาข้าวเปลือกงอก /แช่เท้า / พอกหน้า ด้วยสมุนไพร
08.30 -งดดื่มน้ำทุกชนิด หากกระหายให้ดื่มได้เล็กน้อย
09.00 -ดื่มสมุนไพร (ลิดท็อกซ์) ล้างลำไส้
09.30 -ดื่มน้ำสมุนไพรมะขาม /น้ำชามะละกอ /น้ำด่าง
-ฟังบรรยาย-ชมวิดีทัศน์ เกี่ยวกับสุขภาพ 
11.30 -งดดื่มน้ำทุกชนิด หากกระหายให้ดื่มได้เล็กน้อย
12.00 -ดื่มสมุนไพร (ลิดท็อกซ์) ล้างลำไส้ /พักผ่อนตามอัธยาศรัย
12.30 -ดื่มน้ำสมุนไพรมะขาม/น้ำชามะละกอ /น้ำด่าง
15.00 -ดื่มน้ำผลไม้ /-ฟังบรรยาย-ชมวิดีทัศน์ เกี่ยวกับสุขภาพ
17.00 -ทำดีท็อกซ์ (สวนล้างระบายพิษจากลำไส้ ครั้งที่ 3)
18.00 -ดื่มน้ำดีเกลือครั้งที่ 1 (งดดื่มน้ำ 30 นาที)
19.00 -ฟังบรรยาย-ชมวิดีทัศน์ เกี่ยวกับสุขภาพ 
20.00 -ดื่มน้ำดีเกลือครั้งที่ 2 (งดดื่มน้ำ 30 นาที)
21.00 - แนะนำวิธีดื่มน้ำมันมะกอก /การเก็บพิษจากตับ
22.00 -ดื่มน้ำมันมะกอก+น้ำมะนาว
22.15 –เข้านอน โดยนอนตะแคงขวาอย่างน้อย 20 นาที 
(หากอยากขับถ่ายลุกไปทำธุระแล้วรีบกลับมานอน)
วันที่สาม ที่จัดคอร์ส --------------------
05.00 -ตื่นนอน ทำกิจวัตรส่วนตัว ทำดีท็อกซ์ (ครั้งที่ 4) ใส่ถังเก็บไว้
06.45 -อมน้ำมันมะพร้าว 1 ช.ต. ( 10-15 นาที) บ้วนทิ้ง ห้ามกลืนลงท้อง / ออกกำลังกาย
-ดื่มน้ำสมุนไพรอื่นตามที่จัดให้
-แลกเปลี่ยนประสบการณ์ / ถ่ายรูปร่วมกัน
10.00 -สวนล้างลำไส้ (ครั้งที่ 5) ลงในถังเดิม นำไปตรวจ
11.00 –รับประทานอาหารมังสวิรัติ
-และเดินทางกลับ โดยสวัสดิภาพ
หมายเหตุ : ให้รับประทานอาหารย่อยง่ายอีก 3 วัน และสวนล้างลำไส้เช้า-เย็น ต่อเนื่อง หรือดื่มสมุนไพรกวาดล้างลำไส้(ลิดท็อกซ์) ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง 3 เวลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดึงพิษที่ตกค้างในลำไส้ออกให้เร็วที่สุด สัก 3 วัน
เพราะพิษที่ขับออกจากตับค้างอยู่ในลำไส้ อาจทำให้ไม่สบายหรือมีตุ่มคันตามผิวหนัง.
------------------------------------------
**จองแล้วโอนเงินภายใน 3 วัน**
ก่อนโอนเงิน กรุณาอ่านและทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันการผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น
เมื่อโอนเงินแล้ว หากยกเลิก- เลื่อน จะไม่คืนเงินทุกกรณี
ให้ผู้เข้าคอร์สหาคนมาแทนในวันที่จองเท่านั้น
โปรดระวัง! การโอนเงิน โปรดสอบถามชื่อบัญชีให้ชัดเจน
ต้องเป็นชื่อบัญชี พัชรีย์ พรหมปฏิมา เท่านั้น 
หากเป็นชื่อบัญชีอื่นทางทีมงานบ้านสุขภาพล้างพิษตับ จะไม่รับผิดชอบใดๆ
เมื่อมีเหตุน่าสงสัย หรือแอบอ้าง 
กรุณาติดต่อ .....คุณปลายไพร โทร. หรือ id Line : 09-2329-4426
......................................
บัญชีออมทรัพย์ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขา ตลาดบอง มาร์เช่
เลขทีื่ 217-206894-4 ชื่อบัญชี พัชรีย์ พรหมปฏิมา
และบัญชีออมทรัพย์ ธ.กรุงเทพ สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ 
เลขทีื่ 879-012780-0 ชื่อบัญชี พัชรีย์ พรหมปฏิมา
-----------------------------------
ติดต่อทาง e-mail : liverthailand12@gmail.com
-----------------------------------
Guidance to Prepartion for Detoxification Program and Liver Flush Course Schedule (Short Course)
In order to lower the acidity in your body and be ready to expel the toxins at most, 2 days before joining the detoxification program, tea, coffee, chocolate, carbonated soft drink, liquor, cigarette, diary-based milk, fried foods, foods fried with oil, spicy foods and meats should be abstained. Intake of easily digested foods is to be taken ( e.g., steamed or boiled vegetables, lemon & chilli paste, mild soup with vegetables and bean curd, green apple, all kinds or oranges etc.) and take a full and enough rest.
Prepared Personal Belongings: Clothes for changing, loose and easily to put on, soap, tooth brush and tooth paste, towel and slipper
Day 1 
Stop all kinds of foods that require chewing, take fruit juices or apple juice with pure water
05:00 -Wake up/ Do your own initial cleanse, colon cleansing or drink warm water mixed with lemon juice, to stimulate the excretion and liver detoxification, or take unrefined coconut oil and drink a lot of water to expel the toxins
15:00 -Registration & Check-In /Health Information Form Fill-out/ Blood Pressure measuring/ Weighting
17:00 -Guidance to colon cleansing ( colon irrigation to remove the stool and toxins from your intestines)/ 
-Do colon cleansing : 1st time
-Guidance to manage and take care of yourself during the course/ Rest at you will
-Take germinated brown rice tea
Day 2
05:00 -Wake up/Do colon cleansing : 2nd time 
06:30 -Oil pulling : 1 tea spoon of first-cold-pressed coconut oil to be taken and kept in your mount for 10-15 minutes and spit out. Do not swallow/ Morning exercise
07:00 -Drink germinated brown rice tea/ Toe Dipping in herbal steamed water/Face masking with herbal powder
08:30 -Stop all kinds of drinks. A few sips are allowed if thirsty.
09:00 -Take a serving of Lidtox herb in order to clean up the intestine
09:30 -Take Tamarind herbal drink/ raw papaya tea/ Alkaline water
-Listen lecture and watch video presentation about health
11:30 -Stop all kinds of drinks. A few sips are allowed if thirsty.
12:00 - Take a serving of Lidtox herb in order to clean up the intestine
12:30 -Take Lidtox herb in order to clean up the intestine
15:00 -Take fruit juice drink/ Listen lecture and watch video presentation about health
17:00 -Do colon cleansing : 3rd time
18:00 -Take a serving of Epsom Salt : 1st time 
20:00 -Take a serving of Epsom Salt : 2nd time
21:00 -Receive the bin/ Guidance to take the olive oil mixed with lemon juice
22:00 -Take Olive Oil mixed with Lemon juice : 150 cc each (Shake well before taking)
22:15 -Go to bed right away, laying flat on your back with your head elevated with pillows and still, put the hot bag on your belly
Day 3
05:00 -Wake up/ Do colon Cleansing : 4th Time (store your excrements in the bin)
06:45 -Oil pulling : 1 tea spoon of first-cold-pressed coconut oil to be taken and kept in your mount for 10-15 minutes and spit out. Do not swallow/ Morning exercise
07:00 -Take herbal drinks as given
08:00 -Q & A / Group Photographing
10:00 -Do colon cleansing : 5th time (keep the excrements in the bin and take it to examine)
12:00 -Take lunch and travel back home sound and safely
Remark : Easily digested food is to be taken for another 3 days and keep doing colon cleansing in the morning and evening for 7 days consecutively. Because the toxins still keep draining from the liver and might stick in the intestine, possibly causing illness or rashes on the skin 



________________________

บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (ดิสคัฟเวอรี่ฮิลล์ เขาใหญ่)
                 379 หมู่ 1 บ้านหนองน้ำแดง ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อสอบถามเส้นทาง: 094-547-5764



http://www.agoda.com/th-th/discovery-hill-retreat-khao-yai-resort/hotel/khao-yai-th.html?asq=0uRvQFWI8llFTNGnps66kaiqR%2bQoO48mwgd5tjhZ9bbcmgB6sMxY59mYQ9o7Qkj7V4NHEprhs5f2XpTf9qMZY5eL2ILECOD6jSzoQHbFNPlkWWTG6E6ERbCevnfl1Sx%2bq91m%2buS%2fkiIbuYUpBmrx516pUO2ydKVDdBtos%2f58wIhD2jiNZTu8wmiMKbNieePO

ดิสคัฟเวอร์รี่ฮิลล์ รีสอร์ท เขาใหญ่ นั้น สามารถเดินทางเข้าได้ ถึง 3 ช่องทาง คือ 
เข้าจากถนนมิตรภาพ บริเวณ มวกเหล็ก ตรงแดรี่โฮม วิ่งตรงเข้าไปเรื่อยๆ จะเจอทางแยกซ้าย และวิ่งตรงเข้าไป แยกซ้ายอีกครั้ง และแยกขวา อีกประมาณ 7 กิโลเมตร ก็จะถึงรีสอร์ท ซึ่งแนะนำให้อ่านป้ายบอกทางไปรีสอร์ทเป็นระยะๆ 

อีกเส้นทางหนึ่ง คือ จากกรุงเทพฯ เข้าจากทางด้านถนนมิตรภาพ พอขับรถเลย ฟาร์มโชคชัยไป ผ่านสะพานลอยคนข้ามที่ 1 ไป จะเห็นสะพานลอยคนข้ามที่ 2 หรือ U Turn ที่ 3 จากฟาร์มโชคชัย ให้ชิดขวาเพื่อ U-Turn เข้าซอยวัดวชิราลงกรณ์  สังเกตุป้าย ดิสคัฟเวอรี่ฮิลล์ และ เขาใหญ่วนาลีรีสอร์ท ซึ่งเข้าทางเดียวกันจากปากทางถึง Discovery Hill Activity Plus 7 กิโลเมตร และแยกซ้ายเข้าไป รีสอร์ท จะอยู่ทางด้านขวามือ ซึ่งถือว่าเส้นทางนี้ เข้าง่าย และ สะดวก ใกล้ที่สุด 

อีกหนึ่งเส้นทางคือเข้าจากถนนเส้นธนะรัชต์ ทางขึ้นเขาใหญ่ ให้เลี้ยวขวา บริเวณกิโลเมตรที่ 9 เส้นทางเดียวกันกับ ทางเข้า สักภูเดือนรีสอร์ท และอีกเส้นทางหนึ่งคือ วิ่งเข้าถนน กุดคล้า-ผ่านศึก ตรงป้ายที่ ปากทางจะมีเขียนว่า ไปมวกเหล็ก วิ่งตรงเข้าไป

























-----------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อาการของผู้ที่มีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก

Andreas Moritz เขียนไว้ในหนังสือ  The Liver and Gallbladder Miracle Cleanse มหัศจรรย์ของการล้างตับและถุงน้ำดี หน้า 4 ว่า  “ผู้ที่มีอาการของโรค หรือลักษณะอาการที่คล้ายคลึงกัน อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้แสดงว่าคุณมีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก”   “If you suffer any of the following symptoms, or similar conditions, you most likely have numerous gallstones in your liver and gallbladder:”

อาการอย่างใดอย่างหนึ่งใน 67 อาการดังต่อไปนี้ถือว่า...มีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก

1.Low appetite  ไม่อยากอาหาร ไม่หิวอาหาร
2.Food cravings  หิวตลอดเวลา
3.Digestive disorders  ภาวะการย่อยอาหารผิดปกติ
4.Diarrhea  ท้องร่วง
5.Constipation  ท้องผูก

6.Clay-colored stool  อุจจาระมีสีโคลน
7.Hernia  ไส้เลื่อน
8.Flatulence  ท้องอืดท้องเฟ้อ(เกิดก๊าซในทางเดินอาหาร)
9.Hemorrhoids  รีดสีดวงทวาร
10.Dull pain on the right side  ชาทางด้านซีกขวาของร่างกาย

11.Difficulty breathing  หายใจลำบาก
12.Liver cirrhosis  โรคตับแข็ง
13.Hepatitis  โรคตับอักเสบ
14.Most infections  ภาวะติดเชื้อง่าย
15.High cholesterol  โคแลสเตอรอลในเลือดสูง

16.Pancreatitis  โรคตับอ่อนอักเสบ
17.Heart disease  โรคหัวใจ
18.Brain disorders  ผิดปกติทางสมอง                                                                                                
19.Duodenal ulcers แผลที่ปลายลำไส้เล็ก                                                                                              
20.Nausea and vomiting คลื่นเหียน อาเจียน

21.A “bilious”or angry personality เป็นคนอารมณ์ร้าย โมโหฉุนเฉียวง่าย
22.Depression  มีแต่ความหดหู่ เก็บกด
23.Impotence  หย่อนสมรรถภาพ(ทางเพศและอื่นๆ)
24.Other sexual problems  มีปัญหาทางเพศศักยภาพอื่นๆ
25.Prostate diseases   โรคต่อมลูกหมากอักเสบ

26.Uninary problems   ปัญหาระบบขับถ่ายปัสสาวะ
27.Hormonal imbalances   ภาวะการขาดสมดุลทางฮอร์โมน
28.Menstrual and menopausal disorders   ประจำเดือนผิดปกติ
29.Problems with vision   มีปัญหาในการมองเห็น
30.Puffy eyes   ตาบวม มีถุงน้ำใต้ตา

31.Any skin disorders   มีความผิดปกติทางผิวหนัง
32.Liver spots, especially those on back hands and facial area   ดำช้ำบริเวณหลังมือและใบหน้า/มีฝ้า กระและจุดด่างดำต่างๆ
33.Dizziness and fainting spells   วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลม
34.Lose of muscle tone   กล้ามเนื้อหย่อนยาน
35.Excessive weight or wasting   น้ำหนักเพิ่มหรือลดผิดปกติ

36.Strong shoulder and back pain   ปวดบริเวณไหล่และหลังอย่างแรง
37.Pain at the top of a shoulder blade and/or between the  shoulder blades    ปวดในกระดูกหัวไหล่และหรือบริเวณกระดูกหัวไหล่
38.Dark color under the eyes   ใต้ตามีสีดำคล้ำ
39.Morbid complexion   เป็นโรคผิวหนังหรือมีความผิดปกติทางสีผิว
40.Tongue that is glossy or coated in white or yellow  ลิ้นขาววาวหรือเหลือง

41.Scoliosis   โรคกระดูกสันหลังคด
42.Gout   โรคเกาต์
43.Frozen shoulder   ชาบริเวณไหล่
44.Stiff neck   คอแข็ง
45.Asthma   โรคหอบหืด

46.Headaches and migraines   ปวดศีรษะ และอาการปวดศีรษะข้างเดียว
47.Tooth and gum problems   มีปัญหาทางเหงือกและฟัน
48.Yellow of the eyes and skin  ตาเหลือง ผิวเหลือง
49.Sciatica   อาการปวดร้าวไปตามขา ชาตามเส้นประสาท
50.Numbness and paralysis of the legs   ชา อัมพาตตามขา

51.Jiont diseases   โรคข้อต่ออักเสบ
52.Knee problems  โรคปวดเข่า
53.Osteoporosis   โรคภาวะกระดูกพรุน
54.Obesity    ภาวะอ้วนเกิน อ้วนผิดปกติ
55.Chronic fatigue   เหนื่อยอ่อนเรื้อรัง

56.Kidney diseases   โรคเกี่ยวกับไต
57.Cancer   โรคมะเร็ง
58.Multiple Sclerosis and fibromayalgia   อาการแข็งตัวของเนื้อเยื่อตามร่างกาย เช่น การแข็งตัวของหลอดเลือดแดง-หลอดเลือดดำ  ภาวะสมองกระด้าง โรคหนังแข็ง
59.Alzheimer’s diseases   โรคอัลไซเมอร์ (หลงๆลืมๆ)
60.Cold extremities   เย็นตามแขนขา

61.Excessive heat and perspiration in the upper part of the body เนื้อตัวร้อนเกินปกติและมีเหงื่อออกบริเวณร่างกายท่อนบน
62.Very greasy hair and loss   ขนเป็นมันและร่วง
63.Cuts or wounds and keep bleeding and don’t want to heal    แผลหายช้า
64.Difficulty sleeping, insomnia   นอนไม่หลับ  นอนหลับยาก
65.Nightmares    ฝันร้าย

66.Stiffness of joints and muscles   ขัดตามข้อต่อและกล้ามเนื้อ
67.Hot and cold flashes   มีอาการร้อนหนาววูบวาบ


วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

บริโภคน้ำมันมะพร้าวให้เป็น


บริโภคน้ำมันมะพร้าวให้เป็น

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน4 เมษายน 2557 20:51 น.
       Žณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
      
       ในเวลานี้ดูเหมือนว่าจะมีคนให้ความสนใจเรื่องน้ำมันมะพร้าวมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มได้รับข้อมูลมากขึ้น ซึ่งถ้าเรารู้คุณสมบัติน้ำมันมะพร้าวมากขึ้น ก็จะทำให้คนไทยได้พึ่งพาน้ำมันพืชจากผลิตภัณฑ์ที่สามารถเพาะปลูกในประเทศไทยด้วยกันเอง โดยเฉพาะมะพร้าวของประเทศไทยขึ้นชื่ออย่างมากว่าสามารถผลิตกะทิและน้ำมันมะพร้าวได้มากที่สุดและคุณภาพดีที่สุดในโลก
      
       เหลือเพียงอย่างเดียวว่าคนไทยส่วนใหญ่มักไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเกษตรไร้สารพิษ เนื่องจากผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวมักเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องสุขภาพมากกว่าราคาที่ต้องจ่ายไปเมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น ถ้าประเทศไทยให้ความสำคัญในเรื่องการปลูกมะพร้าวไร้สารพิษมากขึ้น ก็สามารถพึ่งพาตัวเองให้ได้มากขึ้น และมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย
      
       คำถามมีอยู่ว่าบริโภคน้ำมันอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับร่างกายเรา?
      
       ในหนังสือเรื่อง "น้ำมันมะพร้าว รักษาโรค" เขียนโดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล และ ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ได้กล่าวถึงประมาณแคลอรี กับ น้ำมันมะพร้าวความตอนหนึ่งดังนี้
      
       "น้ำมันมะพร้าวได้ชื่อว่าเป็น "น้ำมันแคลอรีต่ำ" และมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้ แม้จะได้ชื่อว่าแคลอรีต่ำก็ยังอยู่ที่ 6.8 แคลอรีต่อกรัม ซึ่งก็ยังสูงกว่าแป้งและโปรตีนอยู่ดี แต่สาเหตุที่น้ำมันมะพร้าวช่วยลดน้ำหนักได้ ก็เพราะเมื่อกินนน้ำมันมะพร้าวร่วมกับอาหารอย่างเหมาะสม จะทำให้รู้สึกอิ่มท้อง ไม่กระวนกระวายอยากกินของจุบจิบ ซึ่งเป็นปกตินิสัยที่ไม่ค่อยดีของคนอ้วนทั้งหลายอยู่แล้ว"
      
       ข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นคือผู้ที่บริโภคน้ำมันมะพร้าว ซึ่งมีกรดไขมันสายปานกลางสูงมากที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น จึงพบว่าอัตราการเผาผลาญเป็นพลังงานของร่างกายจะสูงขึ้นไปด้วย
      
       งานวิจัยของสกาฟี (Scalfi, L., et Al. Pospandial thermogenesis in lean and obese subjects after meals supplemented with medium-chain and long-chain triglycerides. ตีพิมพ์ใน Am J Clin Nutr 1991; 53:1130-1133) โดยเขาศึกษาพลังงานที่ใช้ก่อนและหลังมื้ออาหารที่ใส่น้ำมันสายโซ่ปานกลาง พบว่าในคนรูปร่างปกติเมื่อดื่มน้ำมันมะพร้าวแล้ว อัตราเผาผลาญพลังงานจะเพิ่มขึ้นถึง 48% ในขณะที่คนอ้วนพบว่าน้ำมันมะพร้าวช่วยให้อัตราเผาผลาญเพิ่มขึ้นถึง 65% หมายความว่าคนอ้วนจะถูกกระตุ้นให้เผาผลาญอาหารได้เร็วขึ้นด้วยน้ำมันมะพร้าวมากกว่าคนผอม
      
       นั่นคือตัวอย่างคุณสมบัติที่ดีของน้ำมันมะพร้าว แต่ถ้าจะสรุปให้ทราบถึงคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสำหรับการดื่มหรือมาทำอาหารนั้น สามารถสรุปได้ดังนี้
      
       1. ในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวมากที่สุดในโลก หมายความว่าสายโซ่คาร์บอนได้จับกับไฮโดรเจนครบแขน ทำให้ไม่เปิดช่องให้ออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น จึงไม่เกิดอนุมูลอิสระ เมื่อเป็นไขมันที่แทบไม่เกิดอนุมูลอิสระจึงทำให้ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมกับเซลล์ในร่างกายมนุษย์
      
       2. คุณสมบัติน้ำมันมะพร้าวที่อิ่มตัวมากที่สุดในโลก เมื่อโดนความร้อนก็ไม่เปิดโอกาสให้ออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยาเกิดโครงสร้างบิดตัวกลายเป็นไขมันทรานส์ได้ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุสำคัญทำให้หลอดเลือดอุดตัน และเป็นโรคหัวใจ
      
       3. น้ำมันมะพร้าวมีองค์ประกอบเป็นกรดไขมันและไตรกลีเซอร์ไรด์สายโซ่ปานกลางมากที่สุดในโลก ทำให้ดูดซึมเป็นพลังงานแก่ตับได้เร็วมากภายใน 1-2 ชั่วโมง โดยไม่เหลือไขมันตกค้าง
      
       4. เป็นอาหารแก่เซลล์ได้รวดเร็วมาก โดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ต่างจากการได้สารอาหารจากแป้งหรือกลูโคสในน้ำตาล หรือจากกรดไขมันสายยาวชนิดอื่น จึงเหมาะกับเป็นอาหารเสริมให้กับผู้ทีป่วยเป็นโรคเบาหวาน และกลุ่มโรคสมองเสื่อม (ความจำเสื่อม, พาร์กินสัน, ลมชัก, อัมพาต) และรวมไปถึงโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ วิธีการบริโภคกลุ่มนี้คือ งดแป้ง งดน้ำตาล และบริโภคน้ำมันมะพร้าวเสริม
      
       5. กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลทำให้เพิ่มอัตราการเผาผลาญร่างกายได้สูงขึ้น ทำร่างกายสามารถแปลงคอเลสเตอรอล เป็นฮอร์โมน เยื่อหุ้มเซลล์ และน้ำดีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นผู้ที่ดื่มน้ำมันมะพร้าวแทบทุกคนจะมี ไลโปโปรตีนชนิดหนาแน่นสูง High Density Lipoprotein หรือ HDL (ไขมันตัวดี)เพิ่มขึ้นทุกคน เพราะตับจะผลิต HDL ดึงคอเลสเตอรอลและ Low Density Lipoprotein หรือ LDL (ไขมันตัวเลว)ส่งไปใช้งานที่ตับได้มากขึ้น
      
       6. เมื่ออัตราการเผาผลาญสูงขึ้น จึงทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้เร็วขึ้น ระบบการขับถ่ายดีขึ้น ในช่วงแรกๆของนักบริโภคมือใหม่ จึงอาจต้องค่อยๆปรับระดับการบริโภคให้ทยอยเพิ่มขึ้นจากน้อยไปหามากเพราะอาจมีอาการคล้ายท้องเสีย
      
       7. โมโนลอริน ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอไรด์ของกรดลอริก โมโนคาโปรอินซึ่งเป็นโมโนกลีเซอไรด์ของกรดคารปริลิก โมโนคาปริลินของกรดคาปริก ซึ่งอยู่ในน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ยิสต์ โปรโตซัว ที่ก่อโรค และยังกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T เซลล์ จึงเป็นน้ำมันที่ฆ่าเชื้อก่อโรคได้มีประสิทธิภาพมาก และหากโมโนลอรินฆ่าเชื้อในลำไส้ร่างกายก็อาจจะต้องมีการขับถ่ายออกมาได้มากเช่นเดียวกัน
      
       8. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ในรูปของ วิตามินอี สารฟีนอล และสารไฟโตสเตอรอล
      
       คำถามมีอยู่ว่าจะบริโภคอย่างไรจึงจะดีที่สุด จึงขอรวบรวมคำแนะตามของสูตรต่างๆดังนี้
      
       1. ถ้าต้องการบริโภคอาหารที่ต้องผัดและทอด ให้ใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันชนิดอื่นทั้งหมด
      
       2. สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก คือกินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2-3 ช้อนโต๊ะ ตามสัดส่วนของน้ำหนักตัว การกินอาหารจะทำให้รู้สึกอิ่มท้อง พร้อมกับกินผัก โปรตีน และไขมัน และให้ลดหรืองด แป้งและอาหารรสหวาน
      
       3. ถ้าจะรับประทานตามที่สมาคมหัวใจของสหรัฐอเมริกาแนะนำไว้ก็คือ กินน้ำมันไม่เกิน 30% ของแคลอรีรวม
      
       นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ได้ยกตัวอย่างว่า:
      
       "ถ้าคนปกติ กินวันละ 2,500 แคลลอรี ก็ควรเป็นน้ำมัน       =  750 แคลลอรี
       ในจำนวนนี้เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว                                = 250 แคลลอรี
       น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ (15 ซีซี.) ถ้ากิน 2 ช้อนโต๊ะ                =  30 ซีซี
       คิดเป็นแคลอรี 30 x 9                                              = 270 แคลลอรี
       แปลว่าถ้าเดินสายกลาง ควรกินน้ำมันมะพร้าววันละ             =  2 ช้อนโต๊ะ
      
       ส่วนใครที่กินมังสวิรัติ ไม่รับประทานทั้งเนื้อ นม ไข่ ชีส ก็อาจกินน้ำมันมะพร้าวได้ถึงวันละ 6 ช้อนโต๊ะ
บริโภคน้ำมันมะพร้าวให้เป็น
       ส่วน ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ได้แนะนำว่า ถ้าน้ำหนักตัว 34 - 44 กิโลกรัม ให้บริโภค 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน, น้ำหนักตัว 45 -56 กิโลกรัม ให้บริโภค 2 ช้อนโต๊ะครึ่งต่อวัน, น้ำหนักตัว 57 - 67 กิโลกรัม ให้บริโภค 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน, น้ำหนักตัว 68-78 กิโลกรัมให้บริโภค 3 ช้อนโต๊ะครึ่งต่อวัน, ส่วนน้ำหนักตัว 79 กิโลกรัมขึ้นไป ให้บริโภค 4 ช้อนโต๊ะครึ่งต่อวัน
      
        สำหรับการบริโภคเพื่อบำบัดโรคสมองเสื่อม ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ได้กล่าวว่าไตรกลีเซอไรด์สายปานกลางที่ใช้สำหรับการรักษา อยู่ที่ 20 กรัมต่อวัน หากคำนวณปริมาณน้ำมันมะพร้าว จะอยู่ที่ 35 มิลลิกรัม หรือ 7 ช้อนชา อย่างไรก็ตามมีคนจำนวนมาก มีความทนทานต่อน้ำมันมะพร้าวต่างกัน ดังนั้น จึงควรบริโภคน้อยๆ แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้น จนถึง 7 ช้อนชา โดยเริ่มจาก 1 ช้อนชา รับประทานร่วมกับอาหารในตอนเช้า จากนั้นค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุก 2-3 วัน จนกระทั่งท่านสามารถทนต่อการบริโภคทีเดียว 7 ช้อนชา การบริโภคน้ำมันมะพร้าวร่วมกับอาหาร โดยเฉพาะอาหารเหลว เป็นวิธีที่ดีสุด เพื่อที่จะป้องกันปัญหาท้องเดิน
      
        อย่างไรก็ตาม นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า เราแนะนำให้คนทั่วไปกินน้ำมันมะพร้าวประมาณ 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นตามน้ำหนักตัวซึ่งกลับจะลดน้ำหนักหรือไขมันเลือด แต่ทั้งนี้เมื่อน้ำหนักลดลงแล้ว ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินด้วย อย่ากินแป้ง ข้าวขัดขาว อาหารขยะ นม รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนมวัว น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ ให้หันมากินข้าวกล้องและผักผลไม้มากขึ้น รวมทั้งหมั่นออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญแคลอรีส่วนเกินออกไปด้วย
      
        แม้ว่ากะทิ 4-5 ส่วน จะมีน้ำมันมะพร้าว 1 ส่วน แม้จะให้ผลเท่ากันในเชิงเปรียบเทียบปริมาณการบริโภค แต่ก็ต้องระวังด้วยเพราะกะทิมักจะกินกับแป้งขัดขาว ในขณะที่ขนมที่มีกะทิก็ต้องไม่ให้หวานเกินเช่นกัน
      
        นอกจากนี้แล้วผมยังเห็นว่ามื้อที่เหมาะแก่การดื่มสดมากที่สุดคือมื้อเช้า เพราะเป็นมื้อที่มีการอดอาหารมาหลายชั่วโมง โดยเฉพาะหากมีการลดแป้งและน้ำตาลตอนมื้อเย็นก่อนหน้า สารคีโตนในน้ำมันมะพร้าวจะมาเลี้ยงเซลล์สมองได้ดีกว่ามื้ออื่น แต่ถึงกระนั้นสำหรับบางคนที่ไม่สามารถดื่มน้ำมันมะพร้าวในคราวเดียวได้ ก็สามารถแบ่งดื่มได้ระหว่างแต่ละมื้อตามความเหมาะสมของร่างกาย แต่แนะนำให้ดื่มก่อนมื้ออาหารสัก 1 ชั่วโมง เพื่อดูว่าหลังได้รับพลังงานจากน้ำมันมะพร้าวแล้ว เราจะรู้สึกอยากกินอาหารอีกเท่าไหร่ให้พอดีกับความต้องการหลังดื่มน้ำมันมะพร้าว (ทั้งไม่ให้มากไปและน้อยไป)
      
        ในความเห็นของผมเพิ่มเติม น้ำมันมะพร้าวจัดเป็นอาหารฤทธิ์ร้อน ดังนั้นก็จะต้องพิจารณาสมดุลร้อนเย็นอีกด้วย ดังนั้นการวัดอุณหภูมิในร่างกายถ้าในช่วงร้อนเกินหากจะบริโภคน้ำมันมะพร้าวจะต้องจัดสมดุลอาหารฤทธิ์เย็นเข้าช่วยด้วย เช่น น้ำใบบัวบก ใบเตย ฯลฯ แต่ถ้าผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วหรือผู้ชายที่มีอุณหภูมิใต้ลิ้นเฉลี่ย 5 วันในช่วงเช้าต่ำกว่า 36.3 องศาเซลเซียส หรือในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนมีอุณหภูมิต่ำกว่า 36.4 องศาเซลเซียส น้ำมันมะพร้าวจะเหมาะที่จะบริโภคอย่างยิ่ง
      
        อย่างไรก็ดีคนที่รับประทานยากเพราะความมันของน้ำมันนั้น ก็มีเทคนิคเล็กน้อยคือดื่มน้ำอุ่นๆตามเล็กน้อย ส่วนถ้ามีเครื่องดื่มอย่างอื่นเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำเอนไซม์ให้ดื่มหลัง หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นที่มีรสชาติหวานให้ดื่มหลังจากนั้น 1 ชั่วโมง ส่วนคนที่รับประทานสดๆ ไม่ได้ความจริงแล้วก็ยังสามารถผสมในอาหารได้อีกหลายเมนู เช่น การใช้น้ำมันสกัดเย็นไปร่วมผสมหุงข้าวเสมือนเป็นข้าวมันมะพร้าวร่วมกับธัญพืชงอกหลายๆชนิด หรือเมนูผัดทอดที่เหมาะกับน้ำมันสกัดเย็นที่สุดก็ดูเหมือนจะเป็นเมนูไข่ ทั้งไข่ดาว ไข่เจียว ไข่กวน กลิ่นมะพร้าวจะมีความกลมกลืนคล้ายเนยได้อย่างลงตัว แต่ถ้าเป็นไปได้การดื่มสดจะมีคุณภาพมากที่สุด
      
        ส่วนน้ำมันสำหรับปรุงอาหารที่เป็นสีเหลืองนั้น คุณภาพไม่เหมาะกับการดื่มสด เพราะคุณสมบัติด้อยกว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เพียงแต่เราใช้ไปเพื่อไม่ต้องไปใช้น้ำมันชนิดอื่นที่มีโทษต่อสุขภาพร่างกายเราเท่านั้น
บริโภคน้ำมันมะพร้าวให้เป็น

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การแช่เท้า สำคัญอย่างไร?

(ขอขอบคุณบทความดีๆ ที่ได้จากหลายแหล่งหลายที่ เพื่อการดูแลสุขภาพของตนเอง)

ร่างกายมีธรรมชาติของการระบายพลังงานที่เป็นพิษจำนวนมากออกทางมือเท้าอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าแพทย์โบราณหลายประเทศมีการกดจุดหรือขูดระบายพิษจากมือและเท้า
เมื่อคนเราใช้มือและเท้าในกิจวัตรประจำวัน กล้ามเนื้อเส้นเอ็นที่มือและเท้า  ก็จะเกิดสภาพแข็งเกร็งค้าง ทำให้ขวางเส้นทางการระบายพิษจากร่างกาย  การแช่ในน้ำอุ่น
จะช่วยให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นที่แข็งเกร็งค้างคลายตัว พลังงานที่เป็นพิษในร่างกายจึงจะระบายออกได้ดี ทำให้สุขภาพดีขึ้น

วิธีทำคือ
ให้ใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น ประมาณ ครึ่ง- 1 กำมือ เช่น ใบเตย เบญจรงค์(อ่อมแซบ) ผักบุ้ง บัวบก ย่านาง รางจืด ใบมะขาม ใบส้มป่อย กาบหรือใบหรือหยวกกล้วย เป็นต้น
จะใช้สมุนไพรอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ ต้มกับน้ำ 1 ขัน (ประมาณ 1 ลิตร) เดือดประมาณ 5-10 นาทีแล้วผสมน้ำธรรมดาให้อุ่นแค่พอรู้สึกสบาย
ถ้าไม่มีสมุนไพรเลยก็ใช้น้ำเปล่าต้มให้เดือดแล้วผสมน้ำธรรมดา ให้อุ่นก็ได้ จากนั้นแช่มือแช่เท้า แค่พอท่วมข้อมือข้อเท้า 3 นาที แล้วยกขึ้นจากน้ำอุ่น 1 นาที ทำซ้ำจนครบ 3 รอบ
โดยทำวันละประมาณ 1-2 ครั้ง ถ้าไม่ค่อยมีเวลาทำเฉลี่ย สัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง    ถ้าใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็นต้มแล้วรู้สึกไม่สบายก็ปรับใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อนต้ม ถ้ารู้สึกสบายกว่า
ในกรณีที่ แช่น้ำต้มสมุนไพรแล้วมีอาการไม่สบาย ก็ให้งดเสีย แสดงว่าสภาพร่างกายตอนนั้นไม่ถูกกับน้ำอุ่น น้ำร้อน อาจแช่น้ำธรรมดาหรือน้ำสมุนไพรสดที่ไม่ผ่าน
ความร้อนแทน ถ้าทำแล้วรู้สึกสบาย โดยแช่นาน เท่าที่รู้สึกสบาย  

จากการเก็บสถิติ ณ ปัจจุบัน พบว่า
 เมื่อแช่ในน้ำอุ่นพลังงานพิษที่อัดอยู่ในร่างกายจะเคลื่อนออกภายใน 3 นาที หลังจากนั้น พิษของน้ำอุ่นน้ำร้อนจะเคลื่อนเข้าไปทำร้ายร่างกาย เมื่อแช่น้ำอุ่นนานเกิน 3 นาที
จึงมักจะพบว่า มีอาการอ่อนเพลียหรือไม่สบายในร่างกาย หลายคนที่เคยมีประสบการณ์ไปแช่น้ำโป่ง เดือดหรือน้ำพุร้อน ถ้าแช่นานเกิน 3 นาที พอขึ้นมาจากการแช่
ก็มักจะมีอาการอ่อนเพลียหรือไม่สบายต่าง ๆ เพราะพิษจะเคลื่อนออกได้แค่ประมาณ 3 นาที จากนั้นพิษของน้ำอุ่นจะเคลื่อนเข้าทำร้ายร่างกาย
 คนที่มีความรู้ก็จะแช่น้ำอุ่นแค่ 3 นาที แล้วขึ้นจากน้ำอุ่น 1 นาที เมื่อร่างกายเย็นดีแล้ว  พลังงานพิษร้อนในร่างกายก็จะเคลื่อนสวนทางกับความเย็น เมื่อเราแช่ในน้ำอุ่นอีกครั้ง
กล้ามเนื้อก็จะคลายตัว พลังงานพิษร้อนก็จะเคลื่อนออกจากร่างกายได้มาก
 ผู้เขียนพบว่า พิษสามารถเคลื่อนออกได้มากเพียง 3 รอบ  ถ้าเรายังแช่น้ำอุ่นต่ออีก พิษน้ำอุ่นก็จะเคลื่อนเข้าไปทำร้ายร่างกาย

ข้อมูลจากหนังสือเรื่อง
 ยอดยาดีสุขภาพดีวิถีพุทธ
................................................................................................................................................................................................
มีข้อมูลอ้างอิงจากแหล่งอื่นๆ คือ ...
     >>  ลู่อิ๋ว ค.ศ. 1125 - 1210  กวีใหญ่สมัยราชวงศ์ซ่งใต้  เป็นผู้หนึ่งซึ่งนิยมการแช่เท้าในน้ำร้อนก่อนเข้านอน ดังจะเห็นได้จากบทกลอนของท่าน ดังนี้
          "เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา                 ทำไร่ไถนาคงไม่ไหว
           เลี้ยงเป็ดเลี้ยงหมูพอสู้ได้        มิเคยอยู่ว่างอย่างเปล่าดาย
           ค่ำลงก่อนนอนพักผ่อนกาย    ลูกหลานหญิงชายช่วยดังหมาย
           รับใช้ ปู่ ตา พาสบาย                ต้มน้ำร้อนให้แช่เท้าเอย"
          
           
             - ล้างเท้าในฤดูใบไม้ผลิ         จะช่วยให้หยางพัฒนา
            - ล้างเท้าในฤดูร้อน                 จะช่วยขจัดความชื้น
            - ล้างเท้าในฤดูใบไม้ร่วง         จะช่วยให้ปอดและลำไส้ชุ่มชื่น
            - ล้างเท้าในฤดูหนาว               จะเพิ่มความอุ่นในตันเถียน(บริเวณในท้องต่ำกว่าสะดือประมาณ ๒ นิ้ว)
              (คำว่า ล้างเท้านั้นแปลตามรูปศัพท์  ความหมายจริงคือแช่เท้า)

 
  
>>  ความเห็นของการแพทย์ของจีนและแพทย์แผนปัจจุบัน  
    การแพทย์ของจีนชี้ให้เห็นว่า  อวัยวะภายในร่างกาย  ล้วนแต่มีความเกี่ยวพันกับเท้า   จุดแทงเข็มบนเท้าทั้งหมดมี  ๖๐ กว่าแห่ง  การแช่เท้าในน้ำร้อนมีผลในการเร่งให้เลือดลมเดินคล่องเส้นเอ็นแผ่ขยายจึงช่วยบำรุงอวัยวะภายใน  ทำให้ยินและหยาง  (ภาวะตรงข้ามที่เป็นคู่กัน)
ในร่างกายของคนเราได้สมดุลกัน  จึงสามารถขจัดโรคภัยไข้เจ็บ  ทำให้สุขภาพสมบูรณ์ได้

แพทย์แผนปัจจุบันเห็นว่า  ที่ฝ่าเท้าของคนเรา  มีเส้นโลหิตกระจายกันมากมาย  การแช่เท้าในน้ำร้อนจะทำให้เส้นโลหิตฝอยขยายตัวกระตุ้นให้โลหิตหมุนเวียนเร็วขึ้น   สนองสิ่งบำรุงให้แก่เท้ามากขึ้น  ทำให้กระบวนการรุเก่ารับใหม่ของส่วนขาพัฒนาขึ้นคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อส่วนขาขจัดความเมื่อยล้าได้   
    >>  วิธีแช่เท้าในน้ำร้อน

    วิธีแช่เท้าในน้ำร้อน  คือ  ในขั้นแรกใช้น้ำที่มีอุณหภูมิราว  ๔๐ - ๕๐  ํ C  ปริมาณพอท่วมนิ้วเท้า  แช่ไว้สักครู่จึงค่อย ๆ  เติมน้ำเพิ่มจนสูงถึงกระดูกข้อเท้า อุณหภูมิของน้ำราว  ๖๐ ํ C   ขณะที่เท้าแช่อยู่ในน้ำ  ให้สองเท้าเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง  หรือเอาสองเท้าถูกันไปมาเพื่อให้เลือดหมุนเวียน
ไม่ควรแช่เท้านานเกิน ถ้าแช่นานเกิน 10-20 นาที ควรจะใช้ผ้าชุบน้ำร้อนหรือน้ำเย็นโพกศรีษะ เพื่อช่วยระบายความร้อนออกทางศรีษะ หลังจากนั้น  ยกเท้าขึ้นจากน้ำแล้วเช็ดให้แห้ง  พร้อมที่จะเข้าสู่นิทรารมณ์ด้วยความสงบสบาย


  >> จากสัมผัสใต้ฝ่าเท้าดูแลสุขภาพของคุณได้อย่างไร
 เท้า คืออวัยวะที่คนทั่วไป อาจนึกรังเกียจว่าเป็นของต่ำ แต่หารู้ไม่ว่าเท้าเป็นอวัยวะที่สำคัญ ที่บ่งบอกถึงสภาพภายในร่างกายว่าปกติหรือมีโรคภัยไข้เจ็บใดๆ แทรกแซงหรือไม่ 
การนวดเท้า ถือว่าเป็นวิชาการบำบัด ที่มหัศจรรย์มากที่แสดงถึงปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่นำเอาความสัมพันธ์ต่อเนื่องของอวัยวะในร่างกายมาใช้ประโยชน์ที่บริเวณเท้าและข้อเท้า แนวความคิดเกี่ยวกับการนวดโดยการกดที่บริเวณที่มีปฏิกิริยาตอบสนองนั้น ได้เริ่มขึ้นในจีนกว่า 2,000 ปีที่แล้ว  และได้แพร่ขยายเข้าไปในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา มาจนกระทั่งทุวันนี้ ในศตวรรษที่ 20 ศิลปะแห่งการนวดโดยวิธีการกดจุดที่ฝ่าเท้า ได้รับการพัฒนาปรับปรุงจนได้รับการยอมรับโดยทั่วไป 
ที่ฝ่าเท้าของมนุษย์เรานั้น มีจุดหรือบริเวณที่เราสามารถกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่ออวัยวะภายในนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ฝ่าเท้า ซึ่งเปรียบเสมือนร่างกายของมนุษย์โดยย่อ จุดสัมผัสบนฝ่าเท้า. . . มีความสัมพันธ์กับอวัยวะต่างๆ เกือบทุกส่วนในร่างกาย 
ในปัจจุบันแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ในประเทศเยอรมันและสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบว่าร่างกายของคนเราสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็น 10 ส่วน แต่ละส่วนจะไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าของแต่ละนิ้ว ต่อมาพบว่าเมื่อกระตุ้นตำแหน่งต่างๆ ที่ฝ่าเท้าสามารถทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ได้ แสดงว่ามีการติดต่อระหว่างพื้นที่ย่อยๆ ที่ฝ่าเท้ากับอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย


 >>  ฝ่าเท้า คือ ?

     ฝ่าเท้า คือ พื้นที่สะท้อนกลับของอวัยวะนั้นๆ ฝ่าเท้าสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ...

               ส่วนที่ 1   บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า เป็นพื้นที่สะท้อนกลับของศีรษะ
               ส่วนที่ 2   กลางฝ่าเท้า เป็นพื้นที่สะท้อนกลับของทรวงอกและช่องท้อง
               ส่วนที่ 3   ส้นเท้า เป็นพื้นที่สะท้อนกลับของอวัยวะใต้ท้องน้อยและเชิงกราน


 เท้ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่ต้องทำงานหนักมาทั้งวัน การดูแลฝ่าเท้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก  ไม่ว่าจะเป็นการแช่น้ำอุ่นหรือนวดกดจุดก็ตาม คนไทยส่วนใหญ่ อาจจะไม่คุ้นเคยกับการเอาเท้าแช่น้ำอุ่นทุกวันหลังจากเลิกงานกลับมาบ้าน  แต่ผู้คนในเมืองหนาวจำนวนมากจะทำแบบนั้น  ไม่ใช่เพียงเพื่อให้เท้าหายจากความหนาวเหน็บเท่านั้น แต่เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้าอีกด้วย

การดูแลเท้า และฝ่าเท้า
เริ่มต้นจากการแช่เท้าในน้ำอุ่นที่ผสมด้วยสมุนไพรแช่เท้า AROMATIC FOOT BATH ซึ่งอุดมไปด้วยสมุนไพรธรรมชาติ ตะไคร้หอม ขิง ขมิ้นชัน ไพล และสมุนไพรบำรุงผิวอื่นๆ ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย เชื้อรา แก้แพ้ อาการคันและกำจัดกลิ่นอันที่เท้าได้

การแช่เท้าในน้ำอุ่น ผสมสมุนไพรแช่เท้า เป็นการดูแลเท้าในเบื้องต้น หลังจากนั้นควรกดจดฝ่าเท้าด้วยตนเองเป็นประจำทุกวัน เพื่อปรับสภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายและกระตุ้นระดับฮอร์โมนเพศให้สมดุลย์
การนวดกดจุดฝ่าเท้า
ควรนวดกระตุ้นพื้นที่สะท้อนของเส้นประสาทช่องท้อง (บริเวณ กลางฝ่าเท้า) ก่อนทุกครั้ง 3-5 นาที  แล้วจึงนวดกดจุดอื่นๆ ต่อไปจึงจะได้ผลดี

  >>  พิจารณาความหมายทางการแพทย์จีนได้สารพัด  เช่น เท้าคือส่วนหนึ่งของร่างกาย
เท้าคือส่วนที่สัมพันธ์กับเส้นลมปราณกับเส้นลมปราณ ที่เชื่อมโยงกับขาด้านในเข้าสู่อวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน ช่องท้องหน้าอก ลำคอ ศรีษะ  เรียกว่า เท้าเชื่อมกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทุกส่วนรวมถึงอวัยวะภายใน เท้าเป็นทางผ่านของเส้นลมปราณอย่างน้อย 6 เส้น

ถ้าพิจารณาแต่ตัวเท้า ยังถือว่าเท้ามีส่วนที่สะท้อนและสัมพันธ์กับอวัยวะภายใน มีตำแหน่งต่าง ๆ ที่สามารถมีอิทธิพลกับร่างกายส่วนต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน มีคำกล่าวที่ว่า   "ศรีษะร้อน เท้าเย็น ชีวิตไม่ยืนยาว"     "ศรีษะเย็น เท้าร้อน ยมบาลก็หมดปัญญาที่จะเอาไป"  นี่เป็นประโยคหนึ่งที่แพทย์แผนจีนบันทึกไว้ในสมัยราชวงค์ชิง เจิง กัว ฝาน แม่ทัพนามกระฉ่อนที่ปราบปรามพวกกบฎไทผิงจะดูแลสุขภาพตนเองทุกคืนก่อนนอน ด้วยการแช่เท้าในน้ำร้อนเขาทำเช่นนี้ต่อเนื่อง เมื่อเขาอายุ 50 ปีผ่านศึกมามากมายสภาพร่างกายยังแข็งแรง

  >>  ข้อดีของการแช่เท้าด้วยน้ำร้อน
1. การแช่เท้าด้วยน้ำร้อนสามารถป้องกันมือเท้าเย็น  โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว โดยผู้ที่มีภาวะเท้าเย็น
2. การแช่เท้าในหน้าร้อนจะกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด  จากปลายเท้าไปทั่วร่างกายทำให้ลดอาการเมื่อยล้า  เกิดการผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ ปรับกระบวนการย่อยสลายอาหารเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานของร่างกาย
3. คนที่ปลายเท้าปวด ชา หรือปวดขา ปวดเข่า สามารถแช่น้ำร้อนลดอาการอักเสบ (ยกเว้นในขณะที่บวมอักเสบ หรือมีการติดเชื้อ) ลดปวดได้
4. คนที่มีอาการเย็นบริเวณท้องน้อย หน้าท้องเกี่ยวข้องกับปวดประจำเดือน ขาไม่มีแรง ปวดท้องกระเพาะอาหาร ลำไส้ อาจแช่ในระดับน้ำสูงขึ้นเหนือเข่าช่วยทำให้ผ่อนคลาย นอนหลับสบาย

 >>  วิธีการแช่น้ำร้อนกับการปฏิบัติตัว
  1. ควรแช่น้ำร้อนอุ่นอุณหภูมิอุ่นพอทนได้ก่อนนอน
  2.อาจจะใช้การนวดกดจุดควบคู่ไปด้วยเช่น จุดหย่งเฉวียน(จุดเส้นไต) เป็นต้น 

 >> เพิ่มเติม จุดหย่งเฉวียน อยู่ตรงไหน
ตำแหน่ง หย่งเฉวียนงอนิ้วเท้าทั้งห้าเข้าหาอุ้งเท้าที่อุ้งเท้าจะปรากฏรอยบุ๋ม จุดจะอยู่ตรงกลางรอยบุ๋มนี้ (รูปที่ 1)
http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs412.snc4/47539_132646520114621_120847137961226_184122_5683427_n.jpg    รูปที่ 1
จุดหย่งเฉวียนนี้ การแพทย์จีน อธิบายว่าเป็นจุดบนเส้นขาเส้ายินไต ซึ่ง เป็นเส้นที่ทอดจากปลายนิ้วก้อยด้านฝ่าเท้า ผ่านจุดหย่งเฉวียนขึ้นไปตามขาด้านใน ผ่านท่อปัสสาวะไปยังไตแล้วผ่านไปยังปอด ขึ้นไปที่คอด้านหน้าและโคนลิ้น เป็นเส้นที่เชื่อมโยงไตและกระเพาะปัสสาวะ (รูปที่ 2)
http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs298.snc4/41262_132646560114617_120847137961226_184123_2441381_n.jpg  รูปที่ 2
3. ถ้ามีการอักเสบของเท้าบวมแดงหรือเป็นแผลหรือแช่น้ำร้อนแล้วรู้สึกมีอาการกำเริบ ปวดเท้าบริเวณที่อักเสบมากขึ้นควรงดการแช่เท้าทันที
4. เวลานอนหลับ ควรห่มผ้าห่มบริเวณหน้าอกและท้องและปลายเท้าให้อบอุ่นเสมอ  เพราะปลายเท้าเย็น จะส่งผลถึงช่องท้องถ้าผู้ที่ปัญหาด้านทางเดินหายใจต้องเพิ่มความอบอุ่นของ คอ แขน ขา ด้วย เพราะแขนขาจะมีเส้นลมปราณที่เกี่ยวข้อง กับปอดและทางเดินหายใจส่วนบนด้วย
 >>  เทคนิคการทำให้ "ศรีษะเย็น ปลายเท้าร้อน"
มีความหมายมากในทางการแพย์จีนมีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีปัญหาเท้าเย็น  แต่ส่วนบนของลำตัวศรีษะร้อน หรือผู้ป่วยบางรายมีมือเท้าเย็น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่เกิดจากความเสียสมดุลของหยินหยางและเป็นพื้นฐานของระบบภูมิต้านทานร่างกายต่ำ
บางรายศีระษะส่วนบนร้อนมากเนื่องจากภาวะหยางในร่างกายขึ้นสู่เบื้องบนก็จะเกิดอาการความดันสูง เวียนศีรษะ แสบตา หลอดเลือดสมองแตกร้อนหงุดหงิด นอนไม่หลับ หูมีเสียง
ปลายเท้าที่เย็นทางการแพทย์จีน ถือว่า ไตพร่องไม่มีแรง ผลระยะยาวทำให้เมื่อยเอว เข่าไม่มีแรง เสื่อมสมรรถนทางเพศแก่เร็ว ขี้หนาวการทำงานของร่างกายลดลง เป็นต้น
คนที่มีสุขภาพดี เท้าต้องอุ่น หนักแน่นมีกำลัง  ศีรษะไม่ร้อน ไม่หงุดหงิด ไม่หนัก ตาต้องไม่แดงก่ำ การแช่เท้าด้วยน้ำร้อน จึงเป็นวิธีและเคล็ดลับที่ง่าย สะดวก ประหยัด ปลอดภัย
แหล่งข้อมูล:
http://www.doctor.or.th/node/6631
หนังสือ คลีนิค แพทย์จีน โดย นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณณาวิบูล
************************************

http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs312.snc4/40949_132647213447885_120847137961226_184125_7338293_n.jpg 

"พบกับ Blog รูปโฉมใหม่ของบ้านสุขภาพเขาใหญ่และบ้านสุขภาพปทุมธานี 
ได้ที่ http://บ้านสุขภาพล้างพิษตับ.blogspot.com/"

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ดีท๊อกซ์ ด้วยการสวนทวารเพื่อล้างพิษลำไส้ใหญ่และตับ


การเอาพิษออกด้วยวิธีการสวน เป็นการทำความสะอาดอวัยวะภายใน โดยใช้น้ำต่างๆ ตามเหมาะสม
เช่น น้ำกาแฟ น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำสมุนไพร เช่น ลูกใต้ใบ (ช่วยเกี่ยวกับตับ)
การสวนช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดีขึ้น บางท่านคิดว่า ตนเองถ่ายทุกวันอยู่แล้ว ไม่ต้องสวน
เพราะเข้าใจว่าดีท๊อกซ์ คือการสวนเอาอุจจาระออก แต่ที่จริงแล้ว การทำดีท๊อกซ์นั้
เพื่อระบายพิษออกจากร่างกาย เป็นการทำความสะอาดลำไส้ใหญ่และตับการสวน
ได้ระบายอุจจาระไปพร้อมกัน อันเป็นผลพลอยได้
อุปกรณ์สำหรับทำดีท๊อกซ์ 
1.หม้อสวน (รวมสาย,หัวสวน)
2. ถุงสวน หรือ
3. ขวดสวน ทำเองได้ ล้างง่าย ผึ่งแห้งง่าย ประโยชน์สูง-ประหยัดสุด
น้ำสำหรับดีท๊อกซ์
1. น้ำกาแฟ ใช้กาแฟคั่วบริสุทธิ์ (ไม่ปรุงแต่ง) 2 ช้อนโต๊ะ (ถ้าบางท่านเห็นว่ามากไปอาจใช้ 
2 ช้อนชา) ต้มกับน้ำ 1 ลิตรครึ่ง (1,500 ซีซี สำหรับผู้ชายร่างใหญ่) หรือน้ำ 800-1,200 ซีซี 
สำหรับผู้หญิง ต้มจนน้ำเดือดแล้วกรองเอาแต่น้ำ รอจนน้ำอุ่น ประมาณ 37 องศาเซลเซียสเท่ากับอุณหภูมิร่างกาย จึงใช้สวน อย่าใช้น้ำกาแฟร้อนจัดสวน อาจแช่ภาชนะที่ใสน้ำกาแฟในน้ำเย็น 
เพื่อช่วยคลายความร้อนก็ได้ ถ้าน้ำกาแฟเย็นเกินไปจะมวนท้อง

อีกวิธีหนึ่ง ต้มน้ำเปล่า 800-1,500 ซีซี ให้เดือดใส่กาแฟคั่วป่นบริสุทธิ์ 2 ช้อนโต๊ะ ลงไปต้ม 

3-5 นาที แล้วใช้ไฟอ่อนๆ เคี่ยวคาเฟอีนต่อ 15 นาที กรองกากออก ทิ้งไว้ให้อุ่น จึงใช้สวน 
หรืออาจใช้น้ำ 300 ซีซี กาแฟ 2 ช้อนโต๊ะ ต้มให้เดือดลดไฟให้อ่อนลง เคี่ยวต่อจนน้ำ
เหลือประมาณ 200-250 ซีซี จะได้น้ำหัวเชื้อกาแฟ กรองเอากากทิ้ง เก็บหัวเชื้อไว้ในตู้เย็น 
ตอนจะสวน เอาหัวเชื้อผสมกับน้ำอุ่น 600-1,000 ซีซี อาจเก็บหัวเชื้อกาแฟไว้ในกระติกน้ำร้อน 
ใช้สวน(ผสมน้ำกะให้อุ่น) ระหว่างเดินทางไกล ซึ่งมักอึดอัดแน่นท้อง เพราะนั่งนาน ถ่ายลำบาก

2. น้ำส้มมะขาม ส้มมะขาม 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 800-1,500 ซีซี จนเดือด กรองเอาแต่น้ำ 
รอจนน้ำอุ่นจึงสวน 

3. น้ำมะนาว มะนาว 3-5 ลูก คั้นน้ำ กรองกากและเมล็ดออก ผสมน้ำอุ่นตามขนาดที่จะใช้สวน

4. น้ำลูกใต้ใบ ซองสำเร็จรูป ใช้2-3 ซอง ต้มกับน้ำ 800-1,500 ซีซี จนเดือด กรองเอาแต่น้ำ
รอจนอุ่นจึงใช้สวน
ต้นสด ใช้ต้นสูง 1- 1ฟุตครึ่ง 3 ต้น มัดเป็นกำต้มกับน้ำ 800-1,500 ซีซี จนเดือดกรองเอาแต่น้ำ 

รอจนน้ำอุ่นจึงใช้สวน
**ทำไมต้องสวนด้วยน้ำกาแฟและมะนาว***
การสวนท้องให้ปลอดภัย สิ่งที่ใส่เข้าไปนั้นต้องให้มีสภาพเป็นกรด เพราะลำไส้ใหญ่ปกติจะมีสภาพเป็นกรด การสวนด้วยกาแฟมี pH = 5 มะนาวมี pH=2 นั้นถูกต้องแล้ว การสวนด้วยกาแฟจะไปเอาพิษออกจากตับ แต่การสวนด้วยมะนาวไปทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ได้ดีกว่า เนื่องจากมีความเป็นกรดมากกว่า จะช่วยเร่งการบีบตัว เอาของสกปรกในลำไส้ใหญ่ออกได้ดีกว่า จะใส่น้ำมะนาวมากน้อยแล้วแต่สภาพท้องผูกของแต่ละบุคคล หรือผสมเข้าไปทั้งสองอย่างเลย ก็ไม่เสียหายอะไรเพราะเป็นกรดด้วยกันทั้งสองอย่าง และก็แยกหน้าที่กันไปทำงานคนละจุด
การทาหัวสวน
-ถ้าเป็นไปได้ใช้วิตามิน E ชนิดบรรจุแคปซูล ใช้น้ำมันวิตามินอีทาหัวสวนหรือปลายท่อถุงสวน 
เพื่อการหล่อลื่น สวนง่าย
-เค วาย เจลลี่ (K-Y jelly)หรือเจลลี่ที่ทำจากว่านหางจระเข้ (ใช้วุ้นว่างหางจระเข้าทาหัวสวนก็ได้)
-สบู่ วาสลิน ถ้าใช้ประจำไม่แนะนำให้ใช้ ถ้าแก้ขัดบางครั้งพอได้ เพราะถ้าใช้ติดต่อกันนานๆ อาจแพ้ และอักเสบที่รูทวาร
การนอนระหว่างสวน
- การสวนในท่านอนตะแคงขวา การสวนกาแฟ นอนตะแคงขวา (เอาสะโพกขวาลงพื้น) 
บนผ้าหรือเสื่อ เหยียดขาขวาตรง งอเข่าซ้ายขึ้นมาหาหน้าอกในท่าเหมือนกอดหมอนข้าง 
จะหนุนหมอนเพื่อความสบายก็ได้ สอดหัวสวนเข้าที่รูทวารลึก 8-15 ซม. ตอนแรกจะสอดเข้าได้ไม่ลึก 
มีเทคนิคคือ ระหว่างนอนปล่อยน้ำดีท๊อกซ์ ให้ค่อยๆ ขยับสายสวนลึกเข้าไป 

การสวนในท่านอนหงาย ท่านี้เรียกว่า ท่าลิโท เป็นท่าที่ใช้เวลาคลอดลูก นับเป็น
ท่าทะมัดทะแมงที่สุด การสวนกาแฟเจ้าของต้องจัดการกับตัวเอง การเลือกสวน
ท่านี้ให้ความถนัดขณะเดียวกัน กาแฟก็ไม่อออยู่ในอุ้งเชิงกรานนาน สามารถเอ่อท้น
ไปยังลำไส้ท่อนที่ 3 ได้ง่าย จึงปวดถ่วงแต่น้อย เมื่อน้ำกาแฟไหลเข้าหมดแล้ว ปลดสายออก 
แล้วค่อยนอนตะแคงขวา น้ำกาแฟก็ไหลไปยังท่อนที่ 2 และ 1 ได้สะดวก 
ท่านี้จึงนับวันยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกที 

การสวนในท่านอนตะแคงซ้าย เป็นท่าคลาสสิกที่พยาบาลใช้สวนอุจจาระผู้ป่วย เรียกท่านี้ว่า
Left Sim’s Position คือนอนตะแคงซ้าย คุดคู้ งอสะโพก งอเข่า เอาเข่าจรดอก ตัวงอเหมือนกุ้ง 
ท่านี้อำนวยให้พยาบาลซึ่งเข้าหาผู้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงจากทางด้านขวาของเตียง
แล้วใช้มือขวาจับหัวสวนสอดเข้าทวารผู้ป่วยได้สะดวกที่สุด เมื่อเอาท่านี้มาประยุกต์ใช้สวนกาแฟ
ให้ตนเอง ท่านี้ทำได้ไม่ถนัดนัก แต่ข้อดีก็คือ น้ำกาแฟจะไม่อออยู่ตรงอุ้งเชิงกรานให้เกิดความ
ปวดถ่าย เพราะสามารถไหลไปยังลำไส้ท่อนที่ 3 ทันที
ท่านี้เหมาะสำหรับคนที่กลั้นไม่เก่ง เมื่อน้ำเข้าไปหมดแล้วจึงค่อยหันไปนอนตะแคงขวา
เพื่อให้น้ำกาแฟไหลผ่านไปยังท่อนที่ 2 และ 1 ได้เลย
ขั้นตอนปฏิบัติ 
1.แขวนหม้อสวน ถุงสวน หรือขวดสวน (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ตะปู ก้นขวดสูงจากพื้น 2-3 ฟุต 

ไม่เกิน 1เมตร (ถ้าสูงมากความดันจะมากเกินไปน้ำไหลเร็ว กลั้นไม่ค่อยอยู่) ปิดวาล์วที่สายยาง 
ก่อนใส่น้ำดีท๊อกซ์ตามเหมาะสม 800-1,500 ซีซี

2. เปิดวาล์วให้น้ำไล่อากาศในสายยางจนหมด โดยดูที่น้ำจะเต็มสายยางแล้วปิดวาล์ว (ถ้าอากาศ

เข้าไปในท้อง ทำให้อึดอัด กลั้นไม่ได้นาน

3.นอนตะแคงขวา (สะโพกขวามลงพื้น) ขาขวาเหยียดตรง ขาซ้ายงอขึ้นมาหาอกเหมือนกอดหมอนข้าง

4. สอดหัวสวน ทาน้ำมันหล่อลื่น เช่น วิตามินอี ว่างหางจระเข้ หรือวาสลิน แล้วสอดเข้าไปในทวารลึกประมาณ 8-15 ซม.

5.เปิดวาล์วปล่อยดีท๊อกซ์จนหมด หายใจลึกๆผ่อคลาย

6. นอนหงาย ใช้ส้นมือนวดท้องทวนเข็มนาฬิกา อั้นน้ำดีท๊อกซ์ 10-15 นาที จึงไปห้องน้ำ

7. หลังดีท๊อกซ์ ควรดื่มน้ำผลไม้ (ไม่ใส่น้ำตาล) เช่น ฝรั่ง มะละกอ ชมพู่ เสาวรส เชอรี่ ฯลฯ 

ร่างกายจะดูดซึมได้ดี ทำให้กระปรี้กระเปร่า
***บุคคลที่ห้ามดีทอกซ์แบบสวน***
1.เด็กในวัยเจริญเติบโต
2.หญิงมีครรภ์
3. คนแพ้กาแฟ เช่น มีก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่หายสนิท ให้แน่ใจ ก็ประมาณ 1 เดือนครึ่ง
4. คนที่มีลำไส้อุดตัน เช่นมีก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่รอการผ่าตัด
5. คนที่ผ่าตัดลำไส้มาใหม่ๆ ควรรอให้แผลผ่าตัดลำไส้ใหญ่หายสนิท ให้แน่ใจก็ประมาณ 1 เดือนครึ่ง
6.คนที่ผ่าตัดลำไส้เปิดออกทางหน้าท้อง
7. คนที่ฉายแสงบริเวณอุ้งเชิงกราน ขณะนั้นลำไส้ใหญ่อาจถูกแสงมีอาการอักเสบ บวม ท้องเสีย
8. คนที่มีบาดแผลทางทวารหนัก
9. ผู้ป่วยโรคหัวใจ
10. ผู้ป่วยโรคความดัน ถ้าควบคุมความดันได้ จะทำก็ได้ โดยลองทีละนิดหรือใช้น้ำมะนาวก่อน 

เพราะมะนาวจะไม่กระตุ้นให้ความดันเพิ่มขึ้น


หมายเหตุ : บางกรณีผู้รู้วิธีทำ สามารถทำได้ เช่น ผู้ที่ผ่าตัดลำไส้เปิดทางหน้าท้อง บางท่านสามารถสวนกาแฟได้ หรือ เด็กถ้าหากมีโรคภัยไข้เจ็บมาก ผู้ใหญ่ที่รู้วิธีก็สามารถสวนกาแฟให้เด็กได้

ที่มา : รู้วิธีดีท๊อกซ์

 "พบกับ Blog รูปโฉมใหม่ของบ้านสุขภาพเขาใหญ่และบ้านสุขภาพปทุมธานี ได้ที่ http://บ้านสุขภาพล้างพิษตับ.blogspot.com/"